วันอังคารที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2560

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8321/2550




คำพิพากษา                                                                      
                  
                                  ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์

ที่               ๘๓๒๑ /๒๕๕๐                                                   ศาลฎีกา
วันที่    ๒๖    เดือน    พฤศจิกายน        พุทธศักราช  ๒๕๕๐
ความอาญา             
                                                                                                              
                    พนักงานอัยการจังหวัดอ่างทอง                                      โจทก์
ระหว่าง         นางสุดารัตน์  งามละม้าย                                             โจทก์ร่วม                   
                    นางประทุม  เทียนปิ๋วโรจน์                                               จำเลย
เรื่อง              ลักทรัพย์                                              

                    โจทก์                       ฎีกาคัดค้าน                     คำพิพากษา
ศาลอุทธรณ์ภาค  ๑
ลงวันที่
เดือน
มีนาคม
พุทธศักราช
๒๕๔๗
ศาลฎีกา
รับวันที่
เดือน
กันยายน
พุทธศักราช
๒๕๔๗
                   โจทก์ฟ้องว่า  เมื่อวันที่  ๑๗  มีนาคม  ๒๕๔๓  เวลากลางคืนหลังเที่ยง
จำเลยลักแหวนหยกพม่าเนื้อแก้วล้อมเพชร  ๑  วง  ราคา  ๑๙๐,๐๐๐  บาท  และ
แหวนทับทิมมรกตล้อมเพชร  ๑  วง  ราคา  ๒๗,๐๐๐  บาท  รวมราคา  ๒๑๗,๐๐๐  บาท  ของนางสุดารัตน์  งามละม้าย  ผู้เสียหายไป  เหตุเกิดที่ตำบลองครักษ์  อำเภอโพธิ์ทอง  จังหวัดอ่างทอง  ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  ๓๓๔,  ๓๓๕  (๑) 
ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์  ๒๑๗,๐๐๐  บาท  แก่ผู้เสียหาย
                   จำเลยให้การปฏิเสธ
                    ระหว่างพิจารณา  นางสุดารัตน์  งามละม้าย  ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้า
ร่วมเป็นโจทก์  ศาลชั้นต้นอนุญาต
                   ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า  จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมาย
อาญา  มาตรา  ๓๓๕  (๑)  วรรคแรก  จำคุก  ๕  ปี  ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์
๒๑๗,๐๐๐  บาท  แก่ผู้เสียหาย
                   จำเลยอุทธรณ์
                   ศาลอุทธรณ์ภาค  ๑  พิพากษากลับ  ให้ยกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วม
                   โจทก์ฎีกา
                   ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว  ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้เถียงกันใน
้นนี้ฟังได้ว่า  โจทก์ร่วมกับจำเลยเป็นเพื่อนสนิทกัน  จำเลยพักอาศัยอยู่ที่จังหวัดชลบุรี
คืนเกิดเหตุจำเลยกับนายเจือ  เทียมปิ๋วโรจน์  สามี  ไปนอนค้างที่บ้านโจทก์ร่วมเพื่อร่วม
งานเผาศพที่วัดทองกลาง  อำเภอโพธิ์ทอง  จังหวัดอ่างทอง  ในวันรุ่งขึ้น  โดยมีนางสาว
อัจฉรา  จันทร์หอม  และนางสาวกนิษฐา  ศรีคุ้มวงษ์  ไปนอนที่บ้านโจทก์ร่วมกับจำเลยด้วย
นางสาวอัจฉราและนางสาวกนิษฐามีบ้านอยู่ใกล้บ้านโจทก์ร่วม  แต่ไปเรียนหนังสือที่
กรุงเทพมหานคร  ในคืนเกิดเหตุนางสาวอัจฉราและนางสาวกนิษฐาไปพบจำเลยที่บ้าน
โจทก์ร่วม จำเลยได้ชักชวนให้ทั้งสองคนมานอนเป็นเพื่อนจำเลยด้วย  มีปัญหาต้องวินิจฉัย
ตามฎีกาของโจทก์ว่า  จำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้องหรือไม่  โดยโจทก์
ฎีกาว่า  นางสาวอัจฉราและนางสาวกนิษฐาเบิกความว่า  จำเลยเป็นผู้เปิดตู้ใส่แหวนและ
เครื่องเพชรซึ่งเป็นทรัพย์ที่ถูกคนร้ายลักไป  ซึ่งเป็นช่วงใกล้ชิดกับเหตุการณ์ทรัพย์หาย
มากที่สุด  ปัญหาว่าจะรับฟังคำเบิกความของนางสาวอัจฉราและนางสาวกนิษฐาเพื่อลงโทษ
จำเลยได้หรือไม่  นางสาวอัจฉราเบิกความว่า  ในคืนเกิดเหตุพยานกับนางสาวกนิษฐาไปถึง
บ้านโจทก์ร่วมเวลาประมาณ  ๒๑  นาฬิกา  พบจำเลยและนายเจือที่บ้านโจทก์ร่วม  แต่ไม่
พบโจทก์ร่วม  ทราบว่าไปงานเลี้ยง  จำเลยชวนพยานกับนางสาวกนิษฐาให้นอนค้างที่
บ้านโจทก์ร่วม  พยานกับนางสาวกนิษฐากลับบ้านไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วกลับไปที่บ้าน
โจทก์ร่วมเวลาประมาณ  ๒๒  นาฬิกา  จำเลยชวนพยานและนางสาวกนิษฐาไปหาเสื้อผ้า
ชุดดำของโจทก์ร่วมที่ตู้เสื้อผ้าซึ่งอยู่ชั้นบนของบ้านโจทก์ร่วม  แต่ไม่มีขนาดที่จำเลยจะ
สวมใส่ได้  พยานจึงไปเตรียมเครื่องนอน  พยานเห็นจำเลยเปิดตู้ซึ่งพยานทราบว่าเป็น
ตู้เก็บเครื่องเพชร  แต่พยานไม่เห็นว่าจำเลยหยิบอะไรออกมาหรือไม่  หลังจากนั้นพยาน
ลงไปชั้นล่าง  เมื่อกลับขึ้นไปชั้นบนจำเลยและนางสาวกนิษฐาไปอยู่ที่ห้องโถงที่ใช้เป็นที่
นอนแล้ว  หลังงานศพแล้วพยานกลับกรุงเทพมหานคร  หลังจากนั้นประมาณ  ๑  สัปดาห์
จึงทราบจากนางสาวกนิษฐาทางโทรศัพท์ว่าแหวนของโจทก์ร่วม  ๒  วง  หายไปในคืน
ที่พยานไปนอนที่บ้านโจทก์ร่วม  นางสาวกนิษฐาเบิกความว่า  หลังจากพยานกับนางสาว
อัจฉรากลับบ้านไปอาบน้ำ  แล้วกลับไปที่บ้านโจทก์ร่วม  จำเลยชวนพยานและนางสาว
อัจฉราไปเลือกเสื้อผ้าในตู้เสื้อผ้าของโจทก์ร่วมเพื่อจำเลยจะใช้สวมใส่ไปงานศพ  แต่ไม่พบ
เสื้อผ้าที่จำเลยจะสวมใส่ได้  พยานเห็นจำเลยเปิดตู้เครื่องเพชร  แต่ไม่เห็นจำเลยหยิบ
เครื่องเพชรออกจากตู้  ขณะนั้นนางสาวอัจฉราไปหาที่นอน  ส่วนพยานไปโทรศัพท์ซึ่ง
อยู่ในห้องนอนของโจทก์ร่วม  เมื่อโทรศัพท์เสร็จพยานไปช่วยนางสาวอัจฉราปูที่นอน
เห็นจำเลยยังอยู่ที่ตู้เครื่องเพชร  พยานกับนางสาวอัจฉราไปหยิบผ้าห่มที่ชั้นล่างด้วยกัน
เมื่อกลับขึ้นมาชั้นบนพบจำเลยนั่งอยู่ที่ห้องโถง  หลังเกิดเหตุสองสามวันโจทก์ร่วมโทรศัพท์
ไปบอกพยานซึ่งขณะนั้นกลับไปกรุงเทพมหานครแล้วว่าแหวนเพชรหายไป  ๒  วง 
โจทก์ร่วมบอกว่าสงสัยจำเลยจะเป็นคนเอาไป  เห็นว่า  จากคำเบิกความของนางสาวอัจฉรา
และนางสาวกนิษฐาคงได้ความเพียงว่า  เห็นจำเลยเปิดตู้เครื่องเพชรของโจทก์ร่วมเท่านั้น
แต่ไม่มีพยานรู้เห็นว่าจำเลยลักเอาแหวน  ๒  วง  ของโจทก์ร่วมไปหรือไม่  แม้จะปรากฏ
ตามคำให้การชั้นสอบสวนของนางสาวกนิษฐาเอกสารหมาย  จ. ๒ ว่านางสาวกนิษฐา
ให้การไว้ว่าเห็นจำเลยหยิบเอาแหวนมาจากตู้  ๒  วง  แต่นางสาวกนิษฐาก็เบิกความว่า
พยานไม่ได้ให้การเช่นนั้น  ข้อความดังกล่าวไม่ถูกต้องไม่เป็นความจริง  เหตุที่พยานลงชื่อ
ในบันทึกคำให้การครั้งที่  ๒  เนื่องจากโจทก์ร่วมบอกให้ลงชื่อ  พยานให้การต่อพนักงาน
สอบสวน  ๒  ครั้ง  ครั้งแรกพยานเล่าให้พนักงานสอบสวนฟังก่อนแล้วพนักงานสอบสวน
พิมพ์ข้อความ  ส่วนครั้งที่  ๒  เจ้าพนักงานตำรวจนำกระดาษมีข้อความที่พิมพ์แล้วซึ่ง
พยานไม่ได้อ่านและเจ้าพนักงานตำรวจไม่ได้อ่านให้ฟังมาให้ลงชื่อ  คำเบิกความของ
นางสาวกนิษฐาดังกล่าวเจือสมกับที่จำเลยนำสืบว่า  จำเลยทราบจากนางสาวอัจฉราและ
นางสาวกนิษฐาว่าโจทก์ร่วมได้พูดกับบุคคลทั้งสองว่าหากไม่ยอมพูดตามโจทก์ร่วม
(น่าจะหมายถึงให้การตามที่โจทก์ร่วมต้องการ)  โจทก์ร่วมจะเอาผิดกับบุคคลทั้งสอง 
นอกจากนี้ร้อยตำรวจเอกกิตติ  มีบุญสร้าง  พนักงานสอบสวนพยานโจทก์เบิกความว่า 
ในการสอบปากคำโจทก์ร่วมและพยานนั้น  มีแต่โจทก์ร่วมที่ยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิด  นางสาวกนิษฐาไม่ได้ยืนยันว่าเห็นจำเลยเป็นผู้กระทำความผิด  ต่อมาพยาน
ย้ายไปรับราชการที่อื่น  ร้อยตำรวจเอกศิริพงษ์  ปล้องทอง  เป็นพนักงานสอบสวนต่อ
จากพยาน  พยานไม่ทราบเรื่องการสอบสวนนางสาวกนิษฐาเพิ่มเติมตามเอกสารหมาย 
จ. ๒  ปัจจุบันร้อยตำรวจเอกศิริพงษ์เสียชีวิตแล้ว  ดังนี้  คำให้การชั้นสอบสวนของ
นางสาวกนิษฐาตามเอกสารหมาย  จ. ๒  ที่ว่าเห็นจำเลยหยิบแหวนออกมาจากตู้  ๒  วง  จึงเป็นพยานบอกเล่าที่ไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน  ไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยได้  สำหรับตัวโจทก์ร่วมเองเบิกความว่า  ในคืนเกิดเหตุโจทก์ร่วมกลับจากงานเลี้ยงถึงบ้าน
เวลาประมาณ  ๒๓  นาฬิกา  พบจำเลย  นายเจือ  นางสาวอัจฉรา  และนางสาวกนิษฐา
อยู่ที่บ้านโจทก์ร่วม  โดยโจทก์ร่วมทราบมาก่อนแล้วว่าจำเลยจะมาที่บ้านโจทก์ร่วม
เนื่องจากมางานศพที่วัดทองกลาง  โจทก์ร่วมเก็บเครื่องประดับไว้ในกล่อง  ๒  กล่อง 
โดยกล่องหนึ่งใส่แหวนเก็บไว้ในลิ้นชัก  อีกกล่องหนึ่งใส่สร้อยเก็บไว้บนลิ้นชัก  คืนเกิดเหตุเมื่อกลับถึงบ้านแล้วโจทก์ร่วมเปิดลิ้นชักและเปิดกล่องใส่แหวน  ปรากฏว่าแหวนหายไป 
๑  วง  เป็นแหวนหยกพม่าล้อมเพชรราคา ๑๙๐,๐๐๐ บาท  ขณะนั้นโจทก์ร่วมยังเข้าใจ
ว่าไม่หาย  แต่อาจใส่ผิดกล่อง  แต่โจทก์ร่วมก็ไม่ได้เปิดกล่องอีกกล่องหนึ่งออกดู  แล้ว
โจทก์ร่วมก็เข้านอน  รุ่งเช้าจึงได้เปิดกล่องอีกกล่องหนึ่ง  แล้วโจทก์ร่วมเบิกความใหม่ว่า
ในตอนกลางคืนโจทก์ร่วมเปิดลิ้นชักปรากฏว่ากล่องที่ใส่แหวนหายไปทั้งกล่องซึ่งเป็น
กล่องสีแดง  ตอนเช้าเปิดลิ้นชักดูก็ไม่พบกล่องสีแดงที่ใส่แหวนจึงเปิดกล่องสีน้ำเงินที่








อยู่บนลิ้นชักปรากฏว่า  แหวนอีกวงหนึ่งซึ่งเป็นแหวนทับทิมหายไป  ในวันนั้นโจทก์ร่วมไม่ได้บอกใครเรื่องแหวนหาย  โจทก์ร่วมเพิ่งโทรศัพท์ไปสอบถามนางสาวกนิษฐาเมื่อ
วันที่  ๑๙  มีนาคม  ๒๕๔๓  จึงทราบว่ามีการเปิดตู้เสื้อผ้าและตู้เครื่องเพชรของโจทก์ร่วม  เห็นว่า  คำเบิกความของโจทก์ร่วมสับสน  ขัดกันเอง  และขัดต่อเหตุผล  กล่าวคือ  โจทก์ร่วมเบิกความตอนแรกว่า  เมื่อกลับถึงบ้านได้เปิดลิ้นชักและเปิดกล่องใส่แหวนดู  ปรากฏว่า
แหวนหายไป  ๑  วง  ราคา  ๑๙๐,๐๐๐  บาท  แต่กลับเบิกความใหม่ว่า  พบว่ากล่อง
ที่ใส่แหวนหายไปทั้งกล่องตั้งแต่ตอนกลางคืนแล้ว  ฟังเอาแน่นอนไม่ได้ว่า  ข้อเท็จจริง
เป็นอย่างไร  นอกจากนี้โจทก์ร่วมยังเบิกความว่า  เมื่อเปิดกล่องสีน้ำเงินที่อยู่บนลิ้นชักปรากฏว่าแหวนทับทิมหายไป  ก็ขัดกับที่โจทก์ร่วมเบิกความว่า  โจทก์ร่วมเก็บแหวน
ไว้ในกล่องสีแดงในลิ้นชัก  และหากโจทก์ร่วมทราบว่าแหวนทั้งสองวงหายไปในช่วงเวลา
ที่จำเลยและบุคคลอื่นอยู่ที่บ้านโจทก์ร่วมจริง  โจทก์ร่วมก็น่าจะสอบถามบุคคลเหล่านั้น 
แต่ปรากฏว่าเพิ่งสอบถามเมื่อบุคคลเหล่านั้นกลับไปหมดแล้ว  จึงทำให้มีข้อพิรุธน่าสงสัย
ว่า  แหวนของโจทก์ร่วมหายไปในขณะที่จำเลยมาพักค้างคืนที่บ้านโจทก์ร่วมหรือไม่  นอกจากนี้ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมด้วยว่า  บ้านชั้นบนของโจทก์ร่วมไม่ได้
ล็อกกุญแจคนสามารถเข้าออกได้  โจทก์ร่วมมีอาชีพรับราชการครู  และทำธุรกิจดอกไม้ประดิษฐ์เป็นอาชีพเสริมโดยมีลูกจ้าง  ๓  คน  มาทำงานที่บ้านสามารถเข้าออกได้เป็นประจำ  ได้ความดังนี้  เห็นว่า  แม้นางสาวอัจฉราและนางสาวกนิษฐาจะเบิกความว่า 
เห็นจำเลยเปิดตู้เครื่องเพชรของโจทก์ร่วมก็ยังไม่พอให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า  จำเลยลักแหวน  ๒  วงของโจทก์ร่วมไป  ที่ศาลอุทธรณ์ภาค  ๑  พิพากษายกฟ้องจึง
ชอบแล้ว  ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
                   พิพากษายืน.

นายชินวิทย์  จินดา  แต้มแก้ว
นายพีรพล  พิชยวัฒน์
นายพิสิฐ  ฐิติภัค

วันพุธที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2560

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5847/2559


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 693/2559


วันพฤหัสบดีที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2560

สัมปชัญญะ

สัมปชัญญะ ที่แปลว่า ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มันคืออะไร เช้าวันนี้ขณะนั่งวิปัสสนาตามแนวทางของอาจารย์โกเอ็นก้า ซึ่งท่านให้สังเกตเวทนาหรือความรู้สึกหรือที่ท่านบรรยายเป็นภาษาอังกฤษว่า sensation โดยให้สังเกตความรู้สึกตามส่วนต่างๆของร่างกายตั้งแต่หัวจดเท้า เท้าจดหัว ย้อนไปย้อนมา เกิดปัญญาขึ้นมาว่า อ๋อ อย่างนี้นี่เองที่ว่ารู้สึกตัวทั่วพร้อม เป็น ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้จริง ว่า วิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน รู้ด้วยการปฏิบัติเป็นภาวนามยปัญญา ไม่ใช่ด้วยสุตมยปัญญา หรือจินตมยปัญญา 

วันอังคารที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2560

รักษาการตามพระราชบัญญัติ

ผู้เรียบเรียง นิพัทธ์ สระฉันทพงษ์ 
ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง 


ประเภทของกฎหมาย

กฎหมายที่เราใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
1. กฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติ หมายถึง กฎหมายที่ออกโดยรัฐสภาซึ่งพระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขของรัฐทรงตราขึ้นโดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา กฎหมายประเภทนี้ ได้แก่ พระราชบัญญัติต่าง ๆ รวมทั้งประมวลกฎหมาย
2. กฎหมายของฝ่ายบริหาร ได้แก่ กฎหมายที่ฝ่ายบริหารออกใช้โดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญซึ่งพระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขของรัฐทรงตราขึ้นตามคำแนะนำ ของคณะรัฐมนตรีหรือตามคำแนะนำของผู้มีหน้าที่รับสนองพระบรมราชโองการ ได้แก่ พระราชกำหนด พระราชกฤษฎีกา และประกาศพระบรมราชโองการ นอกจากนี้ยังมีกฎหมายของฝ่ายบริหารลำดับรองลงมาอีก คือ กฎกระทรวง และประกาศกระทรวง ซึ่งให้รัฐมนตรีเป็นผู้ออกใช้ได้
3. กฎหมายของท้องถิ่น เป็นกฎหมายในลำดับรองซึ่งรัฐมอบอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นออกใช้บังคับในท้องถิ่นได้ ได้แก่ ข้อบัญญัติจังหวัด เทศบัญญัติ ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครและข้อบัญญัติเมืองพัทยา[1]

รูปแบบของพระราชบัญญัติ

กฎหมายที่ออกโดยรัฐสภาหรือฝ่ายนิติบัญญัติจะประกอบด้วยโครงสร้างที่เป็นมาตรฐานดังนี้ คือ
มาตรา 1 ชื่อพระราชบัญญัติ เป็นส่วนที่บอกถึงสาระโดยย่อของกฎหมายนั้น ๆ การตั้งชื่อจึงควรตั้งให้ตรงตามเจตนารมณ์และสาระของกฎหมายควรจะสั้น กระทัดรัด และสะดวกแก่การเข้าใจและค้นหา
มาตรา 2 วันบังคับใช้ กฎหมายไทยถือเอาการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นการแจ้งให้ประชาชนทราบ การบังคับใช้จะแบ่งออกได้ 6 แบบดังนี้
ก. บังคับใช้ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ข. บังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ค. บังคับใช้เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง
ง. บังคับใช้ตามที่ปรากฎใน 3 ข้อแรก โดยมีเงื่อนเวลาในการบังคับใช้กับบางส่วน
จ. บังคับใช้ตามที่มีอยู่ใน 2 ข้อแรก โดยมีเงื่อนไขให้ตราพระราชกฤษฎีกากำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับท้องที่ เขต บริเวณ ฯลฯ ก่อน
ฉ. กำหนดวันบังคับใช้ไว้แน่นอน[2]
มาตรา 3 บทยกเลิกกฎหมายเก่าอื่น ๆ (ถ้ามี) มีกรณีต่าง ๆ ดังนี้
ก ยกเลิกกฎหมายเดิมฉบับเดียว
ข ยกเลิกกฎหมายเดิมหลายฉบับ
ค ยกเลิกกฎหมายเดิมแบบเรียงลำดับตามปี พ.ศ.
การยกเลิกกฎหมายแม่บททั้งฉบับ หรือยกเลิกบางมาตรามักส่งผลให้กฎหมายลูกบทที่อาศัยอำนาจกฎหมายฉบับนั้น หรือมาตรานั้น ๆ ถูกยกเลิกไปด้วย เว้นแต่กฎหมายใหม่ที่ออกมาเพื่อยกเลิกกฎหมายแม่บทนั้นจะให้อำนาจก็ให้ถือว่ากฎหมายลูกบทนั้นยังมีผลใช้บังคับอยู่ต่อไปได้[3]
มาตรา 4 บทนิยาม มีได้ในกรณีที่มีการใช้คำศัพท์เฉพาะทาง การอธิบายคำย่อ หรือคำที่มีความหมายแตกต่างเป็นพิเศษไม่ว่าจะในทางที่กว้างหรือแคบกว่าจากที่เข้าใจกันตามปกติทั่วไป หรือประโยคที่มีความยาวมาก ๆ และมีการใช้ซ้ำกันบ่อย ๆ หลาย ๆ ที่ในกฎหมายฉบับเดียวกันนั้น และการตีความจะต้องตีความไปตามขอบเขตที่กำหนดในคำนิยามนั้น ๆ[4]
มาตรา 5 บทกำหนดผู้รักษาการ คือ บทกำหนดผู้รับผิดชอบการปฏิบัติการตามกฎหมายนั้น ซึ่งอาจเป็นนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งหรือหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้องแล้วแต่กรณี[5]
ถ้าเป็นพระราชบัญญัติที่มีความยาวมาก โดยมีการแบ่งเป็นลักษณะหมวดหรือส่วน บทกำหนดว่าด้วยผู้รักษาการจะบัญญัติไว้ในตอนต้นของบททั่วไป แต่ส่วนใหญ่แล้วบทกำหนดผู้รักษาการจะบัญญัติไว้ในตอนท้ายสุดของพระราชบัญญัติ[6]

ประโยชน์ของการกำหนดผู้รักษาการตามกฎหมาย

การกำหนดผู้รักษาการตามกฎหมายมีประโยชน์ ดังนี้
(1) ทำให้มีรัฐมนตรีเจ้าของเรื่องแน่นอน
(2) ทำให้สภาผู้แทนราษฎรวินิจฉัยในชั้นพิจารณาร่างกฎหมายได้ ว่าสมควรจะให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงใดดูแลให้การเป็นไปตามกฎหมายนั้น ๆ
(3) ทำให้สภาผู้แทนราษฎรอยู่ในฐานะที่จะควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินตามวิถีทาง ในรัฐธรรมนูญได้สะดวกยิ่งขึ้น เมื่อไม่มีการปฏิบัติตามกฎหมายหรือปฏิบัติผิดพลาดขาดตกบกพร่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสามารถตั้งกระทู้ถามหรือเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีผู้รักษาการนั้นได้
(4) ทำให้ราษฎรสามารถติดต่อกับหน่วยงานของทางราชการเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมายนั้น ๆ ได้ถูกต้อง เพราะจะรู้ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงใดเป็นผู้รับผิดชอบ

อำนาจหน้าที่ของผู้รักษาการตามกฎหมาย

(1) สั่งการและควบคุมให้มีการปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมาย
(2) ชี้แจงต่อสภาผู้แทนราษฎรเมื่อมีการตั้งกระทู้ถามหรือเปิดอภิปรายทั่วไปเกี่ยวกับกฎหมายใด
ในกรณีที่กฎหมายฉบับเดียวกันมีรัฐมนตรีหลายกระทรวงเป็นผู้รักษาการ ก็เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีดังกล่าวที่จะดำเนินการแก้ไขเท่าที่เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของตนในกรณีที่ต้องมีการประสานงานกับกระทรวงทบวงกรมอื่น ก็ต้องมีการปรึกษากัน[7]

กฎหมายที่ไม่ต้องมีผู้รักษาการ

โดยหลักแล้วกฎหมายจะต้องมีผู้รักษาการ เพื่อให้ทราบถึงผู้รับผิดชอบให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายนั้น ๆ แต่มีบางกรณีไม่จำเป็นต้องมีผู้รักษาการ คือ
(1) กฎหมายที่วางหลักกลาง ๆ ทั่วไป ซึ่งบัญญัติกำหนดสิทธิและหน้าที่ของบุคคล เช่น ประมวลกฎหมายอาญา
(2) กฎหมายที่วางหลักทั่วไปไว้และกำหนดว่าถ้ามีกรณีจะต้องปฏิบัติการตามกฎหมายฉบับนั้น ก็จะต้องตรากฎหมายเฉพาะกรณีอีกชั้นหนึ่ง เช่น กฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น ไม่ต้องมีผู้รักษาการ เพราะเมื่อตรากฎหมายเฉพาะเพื่อเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ก็จะต้องมีรัฐมนตรีผู้รักษาการตามกฎหมายเฉพาะนั้น
(3) การยกเลิกกฎหมายเดิมโดยไม่ตรากฎหมายใหม่ในเรื่องนั้นขึ้นแทน มีผลทำให้กฎหมายที่ยกเลิกนั้นไม่มีอยู่แล้ว จึงไม่ต้องมีผู้รักษาการตามกฎหมายอีก เว้นแต่ในกรณีที่พระราชบัญญัตินั้นกำหนดให้ฝ่ายบริหารต้องปฏิบัติการใดเพื่อผลแห่งการยกเลิกกฎหมายจึงจะต้องมีผู้รักษาการตามกฎหมาย
(4) พระราชบัญญัติที่ตราขึ้นเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายฉบับเดิม กฎหมายฉบับเดิมย่อมมีผู้รักษาการตามกฎหมายอยู่แล้ว บทบัญญัติของกฎหมายฉบับที่แก้ไขเพิ่มเติมได้เข้าไปแทนที่ในกฎหมายเดิมโดยอัตโนมัติ จึงไม่จำเป็นต้องมีผู้รักษาการตามกฎหมายอีก นอกจากในกรณีที่มีกำหนดอำนาจหน้าที่ใหม่ซึ่งเป็นเอกเทศหรือในกรณีที่มีบทเฉพาะกาลขึ้นใหม่[8]
บทบัญญัติเนื้อหา เนื้อหาของพระราชบัญญัติ ได้แก่ สาระสำคัญของพระราชบัญญัติเป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่าพระราชบัญญัติมีเจตนารมณ์เช่นไร มีความประสงค์จะควบคุมหรือคุ้มครองหรือกำหนดในเรื่องหนึ่งเรื่องใด ผู้ใช้กฎหมายมีสิทธิหน้าที่ประการใด การฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมีบทลงโทษอย่างไรบ้าง และถ้าหากเนื้อหาของพระราชบัญญัติมีมากก็อาจจัดแบ่งเนื้อหาออกเป็นบรรพ ลักษณะ หมวด หรือส่วน[9]
บทเฉพาะกาล เป็นบทบัญญัติที่มีขึ้นเพื่อรักษาสิทธิหรือกำหนดหน้าที่บางประการตามที่เคยมีในกฎหมายเก่าให้ยังคงมีต่อไปในชั่วระยะเวลาหนึ่งจนกว่ากฎหมายใหม่จะมีผลใช้บังคับเต็มรูปแบบแล้วบทเฉพาะกาลจึงจะสิ้นผลไป[10]

สรุป

ดังนั้น คำว่ารักษาการตามพระราชบัญญัติจึงหมายถึง อำนาจในการออกประกาศ ระเบียบ คำสั่ง เพื่อควบคุม ดูแล และบังคับให้การเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มีผลใช้บังคับ พระราชบัญญัติทุกฉบับจึงต้องมีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติ เดิมนั้นการรักษาการตามพระราชบัญญัติเป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีซึ่งมีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในการบริหารราชการแผ่นดินและควบคุมการใช้บังคับกฎหมายของส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง แต่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้มีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่มุ่งให้เกิดการปฏิรูปทางการเมืองอย่างเป็นรูปธรรมหลายฉบับซึ่งมีเจตนารมณ์ที่จะให้องค์กรอิสระทั้งหลายสามารถปฏิบัติหน้าที่ และใช้บังคับกฎหมายอย่างเคร่งครัด มีประสิทธิภาพและเป็นกลางทางการเมืองอย่างแท้จริง รัฐธรรมนูญจึงได้ระบุให้ผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง 9 ฉบับ รวมทั้งกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่นประธานกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา นอกจากนั้นถึงแม้รัฐธรรมนูญจะมิได้ระบุว่าให้ผู้ใดเป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติ แต่ก็ได้ระบุให้หน่วยงานธุรการขององค์กรอิสระทั้งหลาย รวมถึงศาลด้วยเป็นหน่วยงานอิสระซึ่งไม่ขึ้นต่อฝ่ายบริหารได้มีประธานกรรมการของแต่ละองค์กรเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด เช่น ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ประธานศาลฎีกาเป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ประธานผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นต้น[11]

อ้างอิง

  1. กระโดดขึ้น มัลลิกา ลับไพรี, การยกร่างพระราชบัญญัติ, (กรุงเทพฯ : สำนักวิชาการ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2529), หน้า 32–33.
  2. กระโดดขึ้น สำนักกฎหมาย, คู่มือแนวทางการยกร่างกฎหมาย, (กรุงเทพฯ : สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, มปป), หน้า 29.
  3. กระโดดขึ้น เรื่องเดียวกัน, หน้าเดียวกัน.
  4. กระโดดขึ้น สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, เรื่องเดียวกัน, หน้า 30.
  5. กระโดดขึ้น เรื่องเดียวกัน, หน้า 30.
  6. กระโดดขึ้น มัลลิกา ลับไพรี, เรื่องเดียวกัน, หน้า 53.
  7. กระโดดขึ้น เรื่องเดียวกัน, หน้า 30.
  8. กระโดดขึ้น เรื่องเดียวกัน, หน้า 31.
  9. กระโดดขึ้น มัลลิกา ลับไพร์, เรื่องเดียวกัน, หน้า 43.
  10. กระโดดขึ้น สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, เรื่องเดียวกัน, หน้า 33–34.
  11. กระโดดขึ้น คณิน บุญสุวรรณ, ปทานุกรมศัพท์รัฐสภาและการเมืองไทย ฉบับสมบูรณ์, (กรุงเทพฯ : บริษัท ตถาตา พับลิเคชั่น จำกัด, 2548), หน้า 749–751.

บรรณานุกรม

คณิน บุญสุวรรณ, ปทานุกรมศัพท์รัฐสภาและการเมืองไทย ฉบับสมบูรณ์, กรุงเทพฯ : บริษัท ตถาตา พับลิเคชั่น จำกัด, 2548.
มัลลิกา ลับไพรี, การยกร่างพระราชบัญญัติ. กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2529
สำนักกฎหมาย, คู่มือแนวทางการยกร่างกฎหมาย. กรุงเทพฯ : สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, มปป.



ที่มา :  http://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4

วันอาทิตย์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2559

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 605/2559


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5995/2558