แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมะ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมะ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

วันกตัญญูแห่งชาติ

 

วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 นอกจากเป็นวันมาฆะบูชาแล้ว ยังเป็นวันกตัญญูแห่งชาติ โดยรัฐบาลได้ประกาศมาตั้งแต่ปี 2549

https://www.thebangkokinsight.com/287282/

ทำไมจึงถือเอาวันมาฆะบูชาเป็นวันกตัญญูแห่งชาติ?

คำตอบ น่าจะเป็นเพราะเพื่อเป็นการระลึกถึงคุณความดีของพระสารีบุตร เอกอัครสาวกเบื้องขวาของพระพุทธองค์ เนื่องจากตามประวัติของท่านได้ชื่อว่าเป็นพระอรหันต์ยอดกตัญญู

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1780606085362396&id=238296179593402

และ

http://bit.ly/38DsElB

วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูกหรือไม่

 พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูกหรือไม่

ฝ่ายที่เห็นว่าพ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูก อ้างพระอรรถกถาจารย์แสดงความหมายของพระอรหันต์ไว้ 5 นัย คือ

1.ไกลจากกิเลส

2.กำจัดกิเลสได้หมดสิ้น

3.เป็นผู้หมดสังสารวัฏ คือ การเวียนว่ายตายเกิด

4.เป็นผู้ควรแก่การบูชาพิเศษของเทพและมนุษย์ทั้งหลาย

5.ไม่มีที่ลับในการทำบาป ไม่มีความชั่วเสียหายที่จะต้องปิดบัง

https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C?fbclid=IwAR2acunUFsxZz7CEkwftqmuAmBBkyARUGh1znqW47k_KqYMJFVZGHErjfW8

และ

https://www.dhammahome.com/webboard/topic/9247

 

ฝ่ายที่เห็นว่าพ่อแม่ไม่ใช่พระอรหันต์ของลูก อ้างว่าพระพุทธเจ้าไม่เคยตรัสเช่นนั้น

http://bit.ly/3le1Tr9

วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2563

Matt Caron : 19 Differences Between Buddhism And Other Religions

บทความ "19 Differences Between Buddhism And Other Religions" ผู้เขียนคือ Matt Caron 

ที่มา :  https://blog.sivanaspirit.com/differences-buddhism-religions/


วันเสาร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2562

วิปัสสนาตามแนวทางของท่านอาจารย์โกเอ็นก้า



การปฏิบัติวิปัสสนาตามแนวทางของท่านอาจารย์โกเอ็นก้านั้น ก่อนจะยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนาต้องทำสมาธิโดยวิธีอานาปานสติ (ดูลมหายใจเข้าออก) โดยไม่ต้องมีคำบริกรรมใดๆทั้งสิ้น เมื่อทำสมาธิจนจิตแหลมคมดีแล้วจึงยกขึ้นสู่วิปัสสนา โดยดูเวทนา (ความรู้สึก) เริ่มต้นที่ส่วนบนสุดของศีรษะที่บริเวณกระหม่อมแล้วไล่ลงไปตามส่วนต่างๆของร่างกายจนถึงปลายนิ้วเท้า แล้วย้อนกลับจากปลายนิ้วเท้าถึงบริเวณกลางกระหม่อม กลับไปกลับมาอย่างนี้
เวทนาหรือความรู้สึกที่ดูนั้นเป็นการดูด้วยจิตเพราะขณะนั้นต้องนั่งหลับตา ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับผิวหนังส่วนต่างๆของร่างกายที่ดูนั้น ไม่จำกัดว่าจะเป็นความรู้สึกอะไรจะเป็นรู้สึกเจ็บปวด แน่นตึง ร้อน เย็น คัน สั่น กระตุก หรือความรู้สึกอะไรก็ได้ทั้งนั้น
ท่านอาจารย์บอกว่าความรู้สึกถ้าเป็นเจ็บปวด แน่นตึง อันนั้นคือการกำจัดกิเลสตัวที่เป็นโทสะ แต่ถ้าเย็นเบาสบายเป็นการกำจัดกิเลสตัวที่เป็นโลภะ ปฏิบัติครั้งแรกๆความรู้สึกเจ็บปวดแน่นตึงจะมีมากกว่าความรู้สึกอย่างอื่น เพราะฉะนั้นเข้าใจว่าโทสะเป็นกิเลสตัวที่กำจัดง่ายกว่ากิเลสตัวอื่น เมื่อได้เข้าปฏิบัติหลายๆครั้งอาการเจ็บปวดแน่นตึงแทบจะไม่เหลืออยู่ แต่ความรู้สึกที่เย็นเบาสบายนั้นจะมีมาแทนที่
ท่านอาจารย์กำชับเป็นนักเป็นหนาว่าเมื่อมีความรู้สึกที่เจ็บปวดแน่นตึงก็จะต้องมีธรรมะตัวที่เรียกว่าอุเบกขามากำกับ คือจะต้องไม่รู้สึกไม่พอใจหรือยินร้าย ในทางกลับกันเมื่อมีความรู้สึกเย็นเบาสบายก็จะต้องไม่รู้สึกพอใจหรือยินดี คือทั้งไม่ยินดีและไม่ยินร้าย เพราะถ้าไม่มีอุเบกขามากำกับจะยิ่งทำให้กิเลสเหล่านั้นพอกพูนยิ่งขึ้น ท่านบอกว่าทั้งสติและอุเบกขามีความสำคัญในการปฏิบัติวิปัสสนาไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน
ตอนแรกๆมีความสงสัยว่าทำไมท่านอาจารย์ไม่พูดถึงกิเลสตัวที่เรียกว่า โมหะ ว่าจะกำจัดอย่างไรแต่เมื่อได้ใคร่ครวญดูแล้ว โมหะหรืออวิชชาจะถูกกำจัดเมื่อมีปัญญาหรือวิชชา เปรียบได้กับโมหะหรืออวิชชาเป็นความมืด เมื่อมีปัญญาหรือวิชชาอันเปรียบได้กับแสงสว่างเมื่อไร เมื่อนั้นความมืดหรืออวิชชาก็จะถูกกำจัดได้ จึงสรุปเอาเองว่า ปัญญาหรือวิชชาเป็นผลจากการทำเหตุของเรา ช่วงที่เรายังปฏิบัติวิปัสสนาอยู่นี้เราไม่จำเป็นจะต้องคำนึงถึงผลว่ามันจะเกิดเมื่อไร ทำเหตุให้ดีที่สุดผลจะเกิดเมื่อไรก็เมื่อนั้น


ถอนคำอธิษฐาน



ตามปกติตอนกลางคืนหลังจากสวดมนต์ไหว้พระเสร็จแล้วก็จะนั่งสมาธิต่อด้วยการทำวิปัสสนา แต่เมื่อก่อนนี้บางวันนั่งสมาธิได้เล็กน้อยก็รู้สึกง่วงไม่ได้ทำวิปัสสนา กิเลสมันแก้ตัวว่าเพราะตอนช่วงเย็นออกกำลังกายหนักไปหน่อย (ออกกำลังกายที่ฟิตเนสประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง ถึง 2 ชั่วโมง) ร่างกายเหน็ดเหนื่อยจึงต้องการพักผ่อน แต่เมื่อออกจากห้องพระก็ไม่ง่วงยังเล่นไลน์ได้ แสดงว่าเจ้านิวรณ์ตัวนี้ (ถีนมิทธะ) เป็นมารขวางกั้นการปฏิบัติสมาธิและวิปัสสนา
วันหนึ่งพบบทความเรื่องการถอนคำอธิษฐาน จำไม่ได้แล้วว่าในไลน์หรือเฟชบุ๊ก ได้คัดลอกไว้ มีข้อความว่า


คำถอนอธิษฐาน

นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)

“ถ้าหากในชาติหนึ่งชาติใดจนถึงในชาติปัจจุบันนี้ ข้าพเจ้าได้เคยอธิษฐาน สาบาน ให้คำมั่นสัญญา หรือปรารถนาสิ่งใดๆดังต่อไปนี้ เช่น ข้าพเจ้าเคยปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ คู่บารมีหรือผู้ติดตามร่วมสร้างบารมีของพระโพธิสัตว์ ปรารถนาเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า พระเอตทัคคะสาวก ปรารถนาการบรรลุมรรคผลนิพพานเฉพาะต่อหน้าพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง ปรารถนาการท่องเที่ยวอยู่ในวัฏสงสารหรือปรารถนาว่าจะเกิดตามติดกัน จะผูกพันกันกับผู้หนึ่งผู้ใดไปทุกชาติ ด้วยความรักหรือด้วยความอาฆาตแค้นเกลียดชัง หรือปรารถนาสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่จะทำให้หลงผิดติดอยู่ในเดรัจฉานวิชชา หรือความปรารถนาอื่นในอกจากนี้ ทั้งที่รู้ตัวก็ดี ไม่รู้ตัวก็ดี ที่ตั้งใจก็ดี ไม่ได้ตั้งใจก็ดี ที่จำได้ก็ดี จำไมได้ก็ดี อันเป็นอุปสรรคขัดขวางไม่ให้ข้าพเจ้าสิ้นกิเลสตัณหาบรรลุถึงซึ่งพระนิพพานในปัจจุบันนี้
ข้าพเจ้าขอตั้งจิตอธิษฐาน ถอดถอนคำอธิษฐาน คำมั่นสัญญา คำสาบานหรือความปรารถนาทั้งหมดเหล่านั้นตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ด้วยพุทธานุภาเวนะ ธัมมานุภาเวนะ สังฆานุภาเวนะ และความเมตตาอันไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณจากพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ พระคุณบิดามารดา พระคุณครูอาจารย์ ผู้มีพระคุณ และบุญบารมีของข้าพเจ้าที่ได้ทำมาแล้วทุกภพทุกชาติ จงรวมกันป็นตบะ เดชะ พลวปัจจัย ดลบันดาลให้ถอดถอนคืนหรือลบล้างมิจฉาทิฏฐิ คำอธิษฐาน คำมั่นสัญญา คำสาบาน หรือความปรารถนาเหล่านั้นเสียทั้งหมด และขอให้เกิดสติ สมาธิ ปัญญา เป็นสัมมาทิฏฐิ สิ้นกิเลสทั้งหมดในปัจจุบันนี้เดี๋ยวนี้ด้วยเทอญ.”

เมื่อได้คำถอนอธิษฐานมาแล้วก็ได้ลองปฏิบัติดู โดยหลังจากไหว้พระสวดมนต์แล้วก็ได้ลองว่าตามคำถอนอธิษฐานแล้วสองสามครั้ง ปรากฏว่าหลังจากนั้นเจ้าถีนมิทธะมารบกวนน้อยลง จะเกี่ยวข้องกันหรือไม่ก็ต้องบอกว่าไม่เชื่ออย่าลบหลู่
พยายามจะหาที่มาของคำถอนอธิษฐานนี้ แต่ไม่พบ ส่วนที่พบมีข้อความคล้ายๆกัน เช่น
http://bit.ly/2Mz6o20
และ
https://horoscope.mthai.com/horoscope-highlight/24423.html


วันพฤหัสบดีที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2560

สัมปชัญญะ

สัมปชัญญะ ที่แปลว่า ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มันคืออะไร เช้าวันนี้ขณะนั่งวิปัสสนาตามแนวทางของอาจารย์โกเอ็นก้า ซึ่งท่านให้สังเกตเวทนาหรือความรู้สึกหรือที่ท่านบรรยายเป็นภาษาอังกฤษว่า sensation โดยให้สังเกตความรู้สึกตามส่วนต่างๆของร่างกายตั้งแต่หัวจดเท้า เท้าจดหัว ย้อนไปย้อนมา เกิดปัญญาขึ้นมาว่า อ๋อ อย่างนี้นี่เองที่ว่ารู้สึกตัวทั่วพร้อม เป็น ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้จริง ว่า วิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน รู้ด้วยการปฏิบัติเป็นภาวนามยปัญญา ไม่ใช่ด้วยสุตมยปัญญา หรือจินตมยปัญญา 

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

หลักการทำสมาธิเบื้องต้น พระนิพนธ์สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก


สมาธินี้ได้มีอยู่ในหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเป็นอันมาก ในสิกขาสามก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ในมรรคมีองค์แปดก็มีสัมมาสมาธิเป็นข้อสุดท้าย และในหมวดธรรมทั้งหลายก็มีสมาธิรวมอยู่ด้วยข้อหนึ่งเป็นอันมาก ทั้งได้มีพระพุทธภาษิตตรัสสอนไว้ให้ทำสมาธิในพระสูตรต่าง ๆ อีกเป็นอันมาก เช่นที่ตรัสสอนไว้ว่า ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงอบรมสมาธิ เพราะว่าผู้ที่มีจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิแล้วย่อมรู้ตามเป็นจริง ดั่งนี้ ฉะนั้น สมาธิจึงเป็นธรรมปฏิบัติสำคัญข้อหนึ่งในพระพุทธศาสนา

   แต่ว่าสมาธินั้นมิใช่เป็นข้อปฏิบัติในทางศาสนาเท่านั้น แต่เป็นข้อที่พึงปฏิบัติในทั่วๆ ไปด้วย เพราะสมาธิเป็นข้อจำเป็นจะต้องมีในการกระทำทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการดำเนินชีวิตทั่วไปหรือทางด้านปฏิบัติธรรม มีคนไม่น้อยที่เข้าใจว่าเป็นข้อที่พึงปฏิบัติเฉพาะในด้านศาสนา คือสำหรับผู้ที่ต้องการปฏิบัติธรรมอย่างเป็นภิกษุ สามเณร หรือเป็นผู้ที่เข้าวัดเท่านั้น ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง ฉะนั้น ก็จะได้กล่าวถึงความหมายของสมาธิทั่วไปก่อน

   สมาธินั้น ได้แก่ความตั้งใจมั่นอยู่ในเรื่องที่ต้องการให้ใจตั้งไว้เพียงเรื่องเดียวไม่ให้ใจคิดฟุ้งซ่านออกไปนอกจากเรื่องที่ต้องการจะให้ใจตั้งนั้นความตั้งใจดั่งนี้เป็นความหมายทั่วไปของสมาธิ และก็จะต้องมีในกิจการที่จะทำทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรียนศึกษา หรือว่าการงานอย่างใดอย่างหนึ่ง

   ในการเล่าเรียนศึกษา จะอ่านหนังสือก็ต้องมีสมาธิในการอ่าน จะเขียนหนังสือก็ต้องมีสมาธิในการเขียน จะฟังคำสอนคำบรรยายของครูอาจารย์ก็ต้องมีสมาธิในการฟัง ดั่งที่เรียกว่าตั้งใจอ่าน ตั้งใจเขียน ตั้งใจฟัง

   ในความตั้งใจดังกล่าวนี้ก็จะต้องมีอาการของกายและใจประกอบกัน เช่นว่าในการอ่าน ร่างกายก็ต้องพร้อมที่จะอ่าน เช่นว่าเปิดหนังสือ ตาก็ต้องดูหนังสือใจก็ต้องอ่านด้วย ไม่ใช่ตาอ่านแล้วใจไม่อ่าน ถ้าใจไปคิดถึงเรื่องอื่นเสียแล้ว ตาจับอยู่ที่หนังสือก็จับอยู่ค้างๆ เท่านั้น เรียกว่าตาค้าง จะมองไม่เห็นหนังสือ จะไม่รู้เรื่อง ใจจึงต้องอ่านด้วย และเมื่อใจอ่านไปพร้อมกับตาที่อ่านจึงจะรู้เรื่องที่อ่าน ความรู้เรื่องก็เรียกว่าเป็นปัญญาอย่างหนึ่ง คือ ได้ปัญญาจากการอ่านหนังสือ ถ้าหากว่าตากับใจอ่านหนังสือไปพร้อมกัน ก็จะอ่านได้เร็ว รู้เรื่องเร็ว และจำได้ดี ใจอ่านนี่แหละคือใจมีสมาธิ คือหมายความว่าใจตั้งอยู่ที่การอ่าน

   ในการเขียนหนังสือก็เหมือนกัน มือเขียน ใจก็ต้องเขียนด้วย การเขียนหนังสือจึงจะสำเร็จด้วยดี ถ้าใจไม่เขียน หรือว่าใจคิดไปถึงเรื่องอื่น ฟุ้งซ่านออกไปแล้วก็เขียนหนังสือไม่สำเร็จ ไม่เป็นตัว ใจถึงต้องเขียนด้วย คือว่าตั้งใจเขียนไปพร้อมกับมือที่เขียน

   ในการฟังก็เหมือนกัน หูฟังใจก็ต้องฟังไปพร้อมกับหูด้วย ถ้าใจไม่ฟัง แม้เสียงมากระทบหูก็ไม่รู้เรื่องไม่เข้าใจ ใจจึงต้องฟังด้วย ใจจะฟังก็ต้องมีสมาธิในการฟัง คือตั้งใจฟัง

   ดั่งนี้จะเห็นว่า ในการเรียนหนังสือ ในการอ่าน การเขียน การฟัง จะต้องมีสมาธิ

   ในการทำการงานทุกอย่างก็เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นการงานที่ทำทางกาย ทางวาจา แม้ใจที่คิดอ่านการงานต่างๆ ก็ต้องมีสมาธิอยู่ในการงานที่ทำนั้น เมื่อเป็นดั่งนี้จึงทำการงานสำเร็จได้

   ตามนัยนี้ จะเห็นว่าสมาธิเป็นสิ่งจำเป็นต้องมีในการทำงานทุกอย่าง นี้เป็นความหมายของสมาธิทั่วไป และเป็นการแสดงว่าจำเป็นต้องมีสมาธิในการเรียน ในการงานที่พึงทำทุกอย่าง

   ต่อจากนี้จะได้กล่าวถึงสมาธิในการหัด ก็เพราะว่าความตั้งใจให้เป็นสมาธิดังกล่าวนั้น จำเป็นที่จะต้องมีการหัดประกอบด้วย สมาธิที่มีอยู่ตามธรรมดา เหมือนอย่างที่ทุกคนมีอยู่ยังไม่เพียงพอ ก็เพราะว่ากำลังใจที่ตั้งมั่นที่ยังอ่อนแอ ยังดิ้นรนกวัดแกว่ง กระสับกระส่ายได้ง่าย โยกโคลงได้ง่าย หวั่นไหวไปในอารมณ์ คือ เรื่องต่างๆ ได้ง่าย และทุกคนจะต้องพบเรื่องราวต่างๆ ที่เข้าไปเป็นอารมณ์ คือเรื่องของใจ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ คือทางอายตนะทั้ง ๖ อยู่เป็นประจำ เมื่อเป็นดั่งนี้จึงได้มีความรักใคร่บ้าง ความชังบ้าง ความหลงบ้าง เมื่อจิตใจมีอารมณ์ที่หวั่นไหว และมีเครื่องทำให้ใจหวั่นไหวเกิดประกอบขึ้นมาอีก อันสืบเนื่องมาจากอารมณ์ดังกล่าว ก็ยากที่จะมีสมาธิในการเรียน ในการทำงานตามที่ประสงค์ได้

   ดังจะพึงเห็นได้ว่า ในบางคราวหรือในหลายคราว รวมใจให้มาอ่านหนังสือ เขียนหนังสือ ฟังคำสอน ไม่ค่อยจะได้เพราะว่าใจพลุ่งพล่านอยู่ในเรื่องนั้นบ้าง ในเรื่องนี้บ้าง ที่ชอบบ้าง ที่ชังบ้าง ที่หลงบ้าง จนรวมใจเข้ามาไม่ติด เมื่อเป็นดังนี้ก็ทำให้ไม่สามารถจะอ่าน จะเขียน จะฟัง ทำให้การเรียนไม่ดี

   ในการงานก็เหมือนกัน เมื่อจิตใจกระสับกระส่ายไปด้วยอำนาจของอารมณ์และภาวะที่เกิดสืบจากอารมณ์ และภาวะที่เกิดสืบจากอารมณ์ดังจะเรียกว่ากิเลส คือ ความรัก ความชัง ความหลง เป็นต้น ดังกล่าวนั้น ก็ทำให้ไม่สามารถที่จะทำการงานให้ดีได้เช่นเดียวกัน

   ใจที่ไม่ได้หัดทำสมาธิก็จะเป็นดั่งนี้ และแม้ว่าจะยังไม่มีอารมณ์อะไรเข้ามา รบกวนให้เกิดกระสับกระส่าย ดังนั้นความตั้งใจก็ยังไม่สู้จะแรงนัก ฉะนั้นจึงสู้หัดทำสมาธิไม่ได้

   ในการหัดทำสมาธินั้นมีอยู่ ๒ อย่างคือ หัดทำสมาธิเพื่อแก้อารมณ์และกิเลสของใจที่เกิดขึ้นในปัจจุบันอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งก็เพื่อฝึกใจให้มีพลังของสมาธิมากขึ้น

   อย่างแรกนั้นก็คือว่า อารมณ์และกิเลสของใจในปัจจุบันนั้น บางคราวก็เป็นอารมณ์รัก เป็นความรักซึ่งจะชักใจให้กระสับกระส่ายเสียสมาธิ เมื่อเป็นดั่งนี้ก็ต้องหัดสงบใจจากอารมณ์รัก จากความรักชอบนั้น ซึ่งเป็นอันตรายต่อการศึกษา ต่อการงานที่พึงทำ ตลอดจนถึงต่อกฎหมาย ต่อศีลธรรม นี่เป็นวิธีหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอน คือต้องหัดเอาชนะใจให้สงบจากอารมณ์ดังนั้นให้ได้

   บางคราวก็เกิดอารมณ์โกรธ ความโกรธอันทำใจให้ร้อนรุ่มกระสับกระส่าย ก็เป็นอันตรายอีกเหมือนกัน เพราะทำให้เสียสมาธิ ฉะนั้นก็ต้องหัดทำสมาธิ คือหัดสงบใจ จากอารมณ์โกรธ จากความโกรธดั่งนั้น

   ในบางคราวก็มีอารมณ์หลง ความหลงซึ่งมีลักษณะเป็นความง่วงงุนเคลิบเคลิ้มบ้าง มีลักษณะเป็นความฟุ้งซ่านรำคาญใจต่างๆ บ้าง มีลักษณะเป็นความเคลือบแคลงสงสัยบ้าง เมื่อเป็นดั่งนี้ก็ต้องหัดทำสมาธิ หัดสงบใจจากอารมณ์หลง จากความหลงนั้นๆ

   คราวนี้หลักของการสอนสมาธิทางพระพุทธศาสนา วิธีที่จะทำสมาธิสงบใจจากอารมณ์รัก โกรธ หลง ดังกล่าว ก็จะต้องเปลี่ยนอารมณ์ให้แก่ใจ

   คือว่าเป็นที่ทราบแล้วว่าอารมณ์รักทำให้เกิดความรักชอบ เมื่อเป็นดั่งนี้ก็ต้องเปลี่ยนอารมณ์รักนั้นมาเป็นอารมณ์ที่ไม่รักไม่ชอบ

   ความโกรธก็เหมือนกัน ก็ต้องเปลี่ยนอารมณ์โกรธนั้นมาเป็นอารมณ์ที่ไม่โกรธหรือให้เปลี่ยนมาเป็นอารมณ์รัก แต่ว่าเป็นความรักที่เป็นเมตตา คือเป็นความรักที่บริสุทธิ์ อย่างญาติมิตรสหายรักญาติมิตรสหาย มารดาบิดาบุตรธิดารักกัน

   ความหลงก็เหมือนกัน ก็ต้องเปลี่ยนอารมณ์หลงมาเป็นอารมณ์ที่ไม่หลง

   เพราะว่าภาวะของใจจะเป็นอย่างไรนั้น สุดแต่ว่าใจตั้งอยู่ในอารมณ์อะไร

   เมื่อใจตั้งอยู่ในอารมณ์รัก ความรักชอบก็เกิดขึ้น ถ้าใจไม่ตั้งอยู่ในอารมณ์รักแต่ว่าตั้งอยู่ในอารมณ์ที่ตรงกันข้าม ก็เกิดความสงบ

   ใจโกรธก็เหมือนกัน ก็เพราะตั้งอยู่ในอารมณ์โกรธ เมื่อเปลี่ยนอารมณ์ให้ใจให้ตั้งอยู่ในอารมณ์ที่ตรงกันข้าม โกรธก็สงบ

   หลงก็เหมือนกัน เมื่อตั้งอยู่ในอารมณ์ที่ไม่หลง ความหลงก็สงบ

   พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสชี้เอาไว้ว่าอารมณ์เช่นไรควรจะหัดใจให้ตั้งไว้ในเวลาไหน เมื่อเป็นดั่งนี้แล้วการที่หัดไว้ก็จะทำให้รู้ลู่ทางที่จะสงบใจของตนเอง อย่างนี้ก็จะทำให้สามารถสงบใจของตนเองได้ ดั่งนี้เป็นข้อมุ่งหมายของการทำสมาธิอย่างหนึ่ง ที่จะต้องหัดเอาไว้

   ประการที่ ๒ หัดทำสมาธิเพื่อให้เกิดพลังใจที่ตั้งมั่นมากขึ้น คือให้มีพลังขึ้น

   ก็เหมือนการออกกำลังกายเพื่อให้กายมีกำลังเรี่ยวแรง เมื่อหัดออกกำลังอยู่บ่อยๆ กำลังร่างกายก็จะดีขึ้น จิตใจก็เหมือนกัน เมื่อหัดทำสมาธิอยู่บ่อยๆ แล้ว โดยที่ปฏิบัติอยู่ในหลักของสมาธิข้อใดข้อหนึ่งเป็นประจำ สำหรับที่จะหัดใจให้มีพลังของสมาธิเพิ่มขึ้น ก็จะทำให้พลังของสมาธินี้มากขึ้นได้ เช่นเดียวกับการออกกำลังกายทำให้พลังทางกายเพิ่มมากขึ้นได้ นี้คือสมาธิในการฝึกหัด

   คราวนี้สมาธิในการใช้ก็มี ๒ อย่างเหมือนกัน อย่างหนึ่งก็เพื่อใช้ระงับอารมณ์ระงับกิเลสที่เป็นปัจจุบันดังกล่าวข้างต้น ผู้ที่ได้ฝึกหัดทำสมาธิตามสมควรแล้ว จะสามารถระงับใจได้ดี จะไม่ลุอำนาจของอารมณ์ของกิเลสที่เป็นความรัก ความชัง ความหลงทั้งหลาย จะสามารถสงบใจตัวเองได้ รักษาใจให้สวัสดีได้ อารมณ์และกิเลสเหล่านี้จะไม่มาเป็นอันตรายต่อการเรียน ต่อการงาน ต่อกฎหมาย ต่อศีลธรรมอันดีงาม และอีกอย่างหนึ่ง ก็ต้องการเพื่อใช้สำหรับประกอบการงานที่จะพึงทำทั้งหลาย ตั้งต้นด้วยในการเรียน ในการอ่าน ในการเขียน ในการฟัง จะมีพลังสมาธิในการเรียน ในการงานดีขึ้น และเมื่อเป็นดังนี้จะทำให้เรียนดี จะทำให้การทำการงานดี นี้คือสมาธิในการนำมาใช้

   ตามที่กล่าวมานี้ เป็นการที่แสดงให้เห็นหลักของการทำสมาธิทั่วๆ ไป และก็ตั้งต้นตั้งแต่ความหมายทั่วไปของสมาธิ การหัดทำสมาธิ และการใช้สมาธิ

   จะได้ให้วิธีทำสมาธิย่อ ข้อหนึ่ง ก็คือว่า ท่านสอนให้เลือกสถานที่ทำสมาธิที่สงบจากเสียงและจากบุคคลรบกวนทั้งหลาย เช่นในป่า โคนไม้ เรือนว่าง มุ่งหมายก็คือว่า ที่ที่มีความสงบพอสมควรที่จะพึงได้ และเข้าไปสู่สถานที่นั้น

   นั่งขัดบัลลังก์หรือที่เรียกว่าขัดสมาธิเท้าขวาทับเท้าซ้าย มือชนกัน หรือว่ามือขวาทับมือซ้าย ตั้งตัวตรง หรือว่าจะนั่งพับเพียบก็ได้ สุดแต่ความพอใจ หรือตามที่จะมีความผาสุก

ดำรงสติจำเพาะหน้า คือหมายความว่ารวมสติเข้ามา

   กำหนดลมหายใจเข้าออก หายใจเข้าก็ให้รู้ หายใจออกก็ให้รู้ หากจะถามว่ารู้ที่ไหนก็คงจะตอบได้ว่าจุดที่ง่ายนั้นก็คือว่าปลายกระพุ้งจมูกหรือริมฝีปากเบื้องบนอันเป็นที่ลมกระทบ เมื่อหายใจเข้า ลมหายใจเข้าจะมากระทบที่จุดนี้ ในขณะเดียวกันท้องก็จะพองขึ้น ลมหายใจออกออกที่จุดนี้ ในขณะเดียวกันท้องก็จะฟุบลงหรือว่ายุบลงไป เพราะฉะนั้น ก็ทำความรู้ลมหายใจเข้าจากปลายกระพุ้งจมูกเข้าไปถึงนาภีที่พอง หายใจออกก็จากนาภีที่ยุบถึงปลายกระพุ้งจมูกก็ได้ ก็ลองทำความรู้ในการหายใจเข้าหายใจออกดูดังนี้ก่อน หายใจเข้าก็จากปลายกระพุ้งจมูกเข้าไปถึงนาภีที่พอง ออกก็จากนาภีที่ยุบจนถึงปลายจมูก นี่ท่านเรียกว่าเป็นทางเดินของลมในการกำหนดทำสมาธิ

   คราวนี้ก็ไม่ต้องดูเข้าไปจนถึงนาภีดั่งนั้น แต่ว่ากำหนดอยู่เฉพาะที่ปลายจมูกแห่งเดียว หายใจเข้าก็ให้รู้ว่าเราหายใจเข้า หายใจออก ก็รู้ว่าหายใจออก รวมใจเข้ามาให้รู้ ดั่งนี้ และในการตั้งสติกำหนดนี้ จะใช้นับช่วยด้วยก็ได้ หายใจเข้า ๑ หายใจออก ๑ หายใจเข้า ๒ หายใจออก ๒ ๓-๓ ๔-๔ ๕-๕ แล้วก็กลับ ๑-๑ ๒-๒ ๓-๓ ๔-๔ ๕-๕ ๖-๖ แล้วก็กลับ ๑-๑ ๒-๒ ๓-๓ ๔-๔ ๕-๕ ๖-๖ ๗-๗ แล้วก็กลับ ๑-๑ ๒-๒ ๓-๓ ๔-๔ ๕-๕ ๖-๖ ๗-๗ ๘-๘ แล้วก็กลับ ๑-๑ ๒-๒ ๓-๓ ๔-๔ ๕-๕ ๖-๖ ๗-๗ ๘-๘ ๙-๙ แล้วก็กลับ ๑-๑ ๒-๒ ๓-๓ ๔-๔ ๕-๕ ๖-๖ ๗-๗ ๘-๘ ๙-๙ ๑๐-๑๐ ก็กลับ ๑-๑ ถึง ๕-๕ ใหม่ แล้วก็ กลับ ๑-๑ ถึง ๕-๕ ใหม่ แล้วก็ ๑-๑ ถึง ๖-๖ ใหม่ ดังนี้หลาย ๆ หน จนจิตรวมเข้ามาได้ดีพอควรก็ไม่ต้องนับคู่ แต่ว่านับ ๑  ๒  ๓  ๔  ๕, ๑  ๒   ๓  ๔ ๕ ๖ เป็นต้นไป เมื่อจิตรวมเข้ามาดีแล้วก็เลิกนับ ทำความกำหนดรู้อยู่ที่ปลายจมูกหรือที่ริมฝีปากเบื้องบนเท่านั้น

   วิธีนับดั่งนี้เป็นวิธีที่พระอาจารย์ท่านสอนมาในคัมภีร์วิสุทธิมรรค แต่ว่าจะใช้วิธีอื่นก็ได้ เช่น นับ ๑-๑ จนถึง ๑๐-๑๐ ทีเดียว แล้วก็กลับใหม่ หรือว่าจะเลย ๑๐-๑๐ ไปก็ได้เหมือนกัน แต่ว่าที่ท่านไว้แค่ ๑๐-๑๐ นั้น ท่านแสดงว่าถ้ามากเกินไปแล้วจะต้องเพิ่มภาระในการนับมาก จะต้องแบ่งใจไปในเรื่องการนับมากเกินไป ฉะนั้น จึงให้นับอยู่ในวงที่ไม่ต้องใช้ภาระในการนับมากเกินไป อีกอย่างหนึ่ง พระอาจารย์ท่านสอนให้กำหนด หายใจเข้าพุทหายใจออกโธ พุทโธพุทโธหรือธัมโมธัมโม หรือว่าสังโฆสังโฆก็ได้ เมื่อใจสงบดีแล้วก็เลิกกำหนดอย่างนั้น ทำความรู้เข้ามาให้กำหนดอยู่แต่ลมที่มากระทบเท่านั้น ให้ทำดั่งนี้จนจิตรวมเข้ามาให้แน่วแน่ได้นานๆ นี่เป็นแบบฝึกหัดขั้นต้นที่ให้ในวันนี้ ท่านที่สนใจก็ขอให้นำไปปฏิบัติต่อไป

   สพฺเพ สตฺตา อเวรา โหนฺตุ

   สุขิตา โหนฺตุ นิพฺภยา

อธิบายเรื่องปัญญา

   “ปัญญาเป็นรัตนะของนรชน” นี้เป็นพระพุทธภาษิต เพราะนรชนคือคนเรามีรัตนะคือปัญญาติดตัวมาตั้งแต่เกิดเป็นพิเศษกว่าสัตว์ร่วมโลกทั้งหลาย จึงได้ชื่อว่าเป็นมนุษย์ และสามารถอบรมปัญญาให้มากขึ้นได้ด้วย ฉะนั้น คนเราจึงมีความฉลาด สามารถเปลี่ยนภาวะจากความเป็นคนป่ามาเป็นคนเมืองมีความเจริญด้วยอารยธรรม วัฒนธรรม มีบ้านเมือง มีระเบียบ การปกครอง มีศาสนามีเครื่องบำรุงความสุขทางกายทางใจต่างๆ สิ่งทั้งปวงเหล่านี้สัตว์ดิรัจฉานทั้งหลายหามีไม่ ทั้งนี้ด้วยอำนาจของปัญญานี้เอง

   พระรัตนตรัยคือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ก็เกิดขึ้นด้วยอำนาจของปัญญา แต่ปัญญาที่เป็นรัตนะของนรชนดังกล่าวมานี้ พึงทราบว่าจะต้องเป็นปัญญาที่ชอบ มีลักษณะเป็นความฉลาดรู้ ความจัดเจน การวินิจฉัยถูกต้อง สามัญสำนึกดี มีเหตุผลในสิ่งทั้งหลาย ปัญญาที่ชอบดังกล่าวเป็นผลสืบมาจากปัญญาที่มีเป็นพื้นฐานอันได้มาแต่กำเนิดของนรชนอันเรียกว่า “สชาติปัญญา” และจากการศึกษาอบรมที่ถูกที่ชอบ อันสชาติปัญญานั้นมีพลังอำนาจที่ทำให้ประจักษ์ เรียนรู้เข้าใจและตระหนัก เป็นพลังใจทางปัญญาของบุคคล ถ้าอบรมศึกษาในทางที่ผิด ก็จะเพิ่มความรู้ในทางฉลาดแกมโกง ในทางทำความชั่วร้าย ในทางเบียดเบียนต่างๆ

   ฉะนั้น จึงตรัสสอนไม่ให้ประมาทปัญญา คือใช้ปัญญาพิจารณาอบรมศึกษาให้เข้าถึงความจริงตามเหตุและผลในสิ่งทั้งหลาย เพื่อให้บรรลุถึงความชอบถูกต้องในทุกๆ สิ่ง รวมกันเข้าในมรรคมีองค์ ๘ ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงปฏิบัติมาจนได้ตรัสรู้พระธรรมและทรงสั่งสอนไว้นั่นเอง คือสัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ (รวมเข้าเป็นปัญญาสิกขา) สัมมาวาจา เจรจาชอบ สัมมากัมมันตะ การงานชอบ สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตชอบ (รวมเข้าเป็นศีลสิกขา) สัมมาวายามะ เพียรชอบ สัมมาสติ ระลึกชอบ สัมมาสมาธิ ตั้งใจชอบ (รวมเข้าเป็น จิตตสิกขา หรือสมาธิ)

   มรรคมีองค์ ๘ นี้ ก็เท่ากับ ปัญญา ศีล สมาธิ นั่นเอง อันแสดงว่าปัญญาเป็นหัวหน้า แต่ที่แสดงไว้เป็นข้อปฏิบัติโดยลำดับทั่วไปว่า ศีล สมาธิ ปัญญา พระพุทธเจ้าได้ตรัสรับรองไว้ด้วยว่า สัมมาทิฏฐิเป็นหัวหน้า เพราะเมื่อมีสัมมาทิฏฐิก็ย่อมรู้เห็นทุกๆ อย่างว่าผิดหรือถูกอย่างไร และเมื่อมีความเพียรชอบ ความระลึกชอบเข้าประกอบ ก็จะทำให้มีความเพียร มีสติละทุกสิ่งที่ผิด ทำทุกสิ่งที่ถูกให้เกิดขึ้น จนถึงเป็นความถูกต้องสมบูรณ์ แต่ทั้งนี้ก็ต้องอาศัยสมาธิเป็นหลักเป็นที่ตั้งแห่งทุกๆ ข้อ เพราะจิตที่ไม่มีสมาธิย่อมดิ้นรนกระสับกระส่าย ไม่อาจที่จะใช้ปัญญาอบรมปัญญาที่มีอยู่ให้เจริญขึ้นได้ เหมือนอย่างไฟฉายที่แกว่งไปแกว่งมา ไม่อาจจะส่องอะไรให้มองเห็นชัดเจนได้ จึงต้องทำจิตให้สงบด้วยสมาธิเป็นหลัก ก็จะปฏิบัติให้มรรคทุกข้อแวดล้อมเข้ามา

ปัญญาสูงสุด

   เรื่องกัมมัฏฐานสำหรับแก้นิวรณ์ เก็บจากคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าจากที่มาต่างๆ และข้อที่ตรัสกำชับไว้ให้มีเป็นประจำในการปฏิบัติแก้นิวรณ์ทุกข้อ หรือในการปฏิบัติกัมมัฏฐานทุกคราว คือ โยนิโสมนสิการ แปลว่า การทำไว้ในใจโดยแยบคาย ได้แก่การใช้ปัญญาพิจารณาให้ทราบตระหนักแน่ถึงเหตุผลในการปฏิบัตินั้นๆ ตามเป็นจริง เมื่อใช้ปัญญาดังนี้จึงจะไม่ปฏิบัติผิดทาง ทั้งจะไม่หลงตัวลืมตัว การใช้ปัญญาจึงเท่ากับเป็นการใช้เกราะป้องกันอันตรายอันอาจจะเกิดขึ้นจากความหลงถือเอาผิดดังกล่าว และการใช้ปัญญาก็เป็นการศึกษาธรรมนั่นเอง

   การฝึกหัดปฏิบัติสมาธิอย่างขาดโยนิโสมนสิการ หรือขาดการใช้ปัญญาก็เท่ากับไม่เป็นการศึกษาธรรม อาจหลงไปผิดทาง เช่นหลงติดอยู่กับนิมิตที่พบเห็นในสมาธิ หรืออำนาจบางอย่างที่ได้จากสมาธิ ทำให้กัมมัฏฐาน(ที่ถูก)หลุด หรือหลุดจากกัมมัฏฐานได้ง่าย

   พระพุทธเจ้าตรัสไว้อีกด้วยว่า “ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก” การใช้ปัญญาอบรมเพิ่มเติมปัญญาให้ส่องสว่างยิ่งขึ้นโดยลำดับจึงเป็นเหตุให้มองเห็นสัจจะคือให้รู้แจ้งเห็นจริง ให้บรรลุสุขประโยชน์ตั้งแต่ขั้นต้นจนถึงขั้นสูงสุด เพราะปัญญาขั้นสูงสุดคือปัญญาที่สมบูรณ์เต็มที่ ย่อมทำให้จิตปภัสสร คือผุดผ่องสว่างเต็มที่ ทำให้รู้แจ้งเห็นจริงและบรรลุสุขประโยชน์สูงสุดเหมือนดังพระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกทั้งหลาย ฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสเตือนไว้ว่า “อย่าประมาทปัญญา” คือให้ใช้ปัญญานั่นเอง การที่ฝึกฝนใช้ปัญญาจนรู้แจ้งเห็นจริงแล้ว ย่อมปฏิบัติตนไปในทางที่ถูกที่ควรตลอดเวลา โดยปราศจากกิเลสตัณหา เป็นไปโดยอัตโนมัติ

นิวรณ์และกัมมัฏฐานสำหรับแก้

   จิตที่ไม่มีสมาธิก็เพราะมีนิวรณ์ ทำให้ไม่ได้ความสงบ ไม่ใช้ปัญญา จึงจะแสดงนิวรณ์ ๕ และกัมมัฏฐานสำหรับแก้เพิ่มเติม ดังต่อไปนี้

   ๑. ความพอใจใฝ่ถึงด้วยอำนาจกิเลสกาม เรียกว่า กามฉันทะ แก้ด้วยเจริญอสุภกัมมัฏฐาน พิจารณาซากศพ หรือเจริญกายคตาสติ พิจารณาร่างกายอันยังเป็น ให้เป็นของน่าเกลียด

   ๒. ความงุ่นง่านด้วยกำลังโทสะ เรียกรวมว่า พยาบาท แก้ด้วยเจริญเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา หัดจิตให้คิดในทางเกิดเมตตา สงสาร กรุณา ช่วยเหลือเมื่อมีความสามารถ เกิดความพลอยยินดีไม่ริษยา เกิดความปล่อยวางหยุดใจที่คิดโกรธได้

   ๓. ความท้อแท้หรือคร้าน และความหดหู่ ง่วงงุน เรียกว่า ถีนมิทธะ แก้ด้วยเจริญอนุสสติกัมมัฏฐาน พิจารณาคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์บ้าง พิจารณาความดีของตนบ้าง เพื่อให้จิตเบิกบานและมีแก่ใจหวนอุตสาหะ หรือทำอาโลกสัญญา กำหนดหมายแสงสว่างให้จิตสว่าง

   ๔. ความฟุ้งซ่านหรือคิดพล่าน และความจืดจางเร็วหรือความรำคาญ เรียกว่าอุทธัจจกุกกุจจะ แก้ด้วยเพ่งกสิณ กำหนดลมหายใจเข้าออก หัดผูกใจไว้ในอารมณ์เดียว หรือเจริญมรณสติ อันจะทำให้ใจสงบด้วยสังเวช

   ๕. ความลังเลไม่แน่ลงได้ เรียกว่า วิจิกิจฉา แก้ด้วยเจริญธาตุกัมมัฏฐาน หรือวิปัสสนากัมมัฏฐาน เพื่อกำหนดรู้สภาวธรรมที่เป็นอยู่ตามเป็นจริง อีกอย่างหนึ่ง ทำความกำหนดรู้จิตที่มีนิวรณ์ และนิวรณ์ที่มีในจิตกับทั้งโทษ เมื่อเกิดปัญญาความรู้จักนิวรณ์และโทษของนิวรณ์ขึ้น นิวรณ์ก็จะสงบหายไป

บทสวดประกอบการปฏิบัติสมาธิกรรมฐาน

   ในการฝึกปฏิบัติสมาธิกรรมฐาน ในเบื้องต้น ควรไหว้พระสวดมนต์เพื่อทำจิตใจให้ผ่องใส มีความมั่นคงแน่วแน่ในการที่จะฝึกปฏิบัติ โดยการเริ่มด้วยการแสดงความนอบน้อมต่อพระรัตนตรัย พร้อมทั้งอธิษฐานเบญจศีลให้บังเกิดขึ้นในจิต อันจะเป็นพื้นฐานของสมาธิกรรมฐาน ทั้งจะก่อให้เกิดความมั่นใจในการปฏิบัติไปตามลำดับดังนี้

คำนมัสการพระรัตนตรัย

   อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา, พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ (กราบหนหนึ่ง)

   สะวากขาโต ภะคะวะตาธัมโม, ธัมมัง นะมัสสามิ (กราบหนหนึ่ง)

   สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะ สังโฆ, สังฆัง นะมามิ (กราบหนหนึ่ง)

คำนอบน้อมพระพุทธเจ้าและระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ

    นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (ว่า ๓ หน)

    อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ
    สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ
    สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลิ กะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ
(กราบสามหน)
    ไหว้พระสวดมนต์จบแล้ว นั่งราบ ตั้งใจอธิษฐานเบญจศีล (ศีลห้า) เพื่อให้เกิดศีลขึ้นในจิตใจอันจะเป็นพื้นฐานสำคัญของการปฏิบัติสมาธิกรรมฐาน โดยการตั้งจิตอธิษฐานงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต งดเว้นจากการลักขโมย งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม งดเว้นจากการพูดมุสา งดเว้นจากการดื่มและเสพสุราของมึนเมาทุกชนิดอันจะเป็นที่ตั้งของความประมาทจากนั้น จึงเริ่มการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานไปตามวิธีอันเป็นที่สบายของตน

บทสวดหลังการปฏิบัติสมาธิกรรมฐาน

    หลังการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานแล้ว ควรฝึกพิจารณาข้ออันควรพิจารณาเนืองๆ (อภิณหปัจจเวกขณะ) พร้อมทั้งหัดแผ่พรหมวิหาร คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา และแผ่ส่วนกุศลที่ตนได้กระทำแล้วแก่สรรพสัตว์ เป็นการเสริมจิตใจให้มีสติไม่ประมาทมัวเมาต่อชีวิต และมีความอ่อนโยนง่ายต่อการที่จะฝึกปฏิบัติในธรรมต่อๆ ไปด้วยบทสวดดังต่อไปนี้

                    อภิณหปัจจเวกขณะ

                    ชะราธัมโมมหิ (มามหิ)
                    เรามีความแก่เป็นธรรมดา
                    ชะรัง อะนะตีโต (อะนะตีตา)
                    ล่วงความแก่ไปไม่ได้
                    พะยาธิธัมโมมหิ (มามหิ)
                    เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา
                    พะยาธิง อะนะตีโต (อะนะตีตา)
                    ล่วงความเจ็บไข้ไปไม่ได้
                    มะระณะธัมโมมหิ (มามหิ)
                    เรามีความตายเป็นธรรมดา
                    มะระณัง อะนะตีโต (อะนะตีตา)
                    ล่วงความตายไปไม่ได้
                    สัพเพหิ เม ปิเยหิ มะนาเปหิ นานาภาโว วินาภาโว
                    เราละเว้นเป็นต่างๆ คือว่าพลัดพรากจากของรัก ของเจริญใจ ทั้งหลายทั้งปวง
                    กัมมัสสะโกมหิ (กามหิ)*
                    เราเป็นผู้มีกรรมเป็นของๆ ตน
                    กัมมะทายาโท (ทา)
                    เป็นผู้รับผลของกรรม
                    กัมมะโยนิ
                    เป็นผู้มีกรรมเป็นกำเนิด
                    กัมมะพันธุ
                    เป็นผู้มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์
                    กัมมะปะฏิสะระโณ (สะระณา)
                    เป็นผู้มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย
                    ยัง กัมมัง กะริสสามิ
                    จะทำกรรมอันใดไว้
                    กัละยาณัง วา ปาปะกัง วา
                    ดีหรือชั่ว
                    ตัสสะ ทายาโท (ทา) ภะวิสสามิ
                    จักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น
                    เอวัง อัมเหหิ อะภิณหัง ปัจจะเวกขิตัพพัง
                    เราทั้งหลายพึงพิจารณาเนืองๆ อย่างนี้แล

                    *(คำในวงเล็บสำหรับอุบาสิกา)

พรหมวิหารภาวนา (การเจริญพรหมวิหาร)

   การเจริญพรหมวิหาร คือ การแผ่เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลาย ดังนี้
                    สัพเพ สัตตา
                    สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง
                    อเวรา โหนตุ
                    จงเป็นผู้ไม่มีเวรเถิด                    อัพยาปัชฌา โหนตุ
                    จงเป็นผู้ไม่เบียดเบียนกันเถิด
                    อนีฆา โหนตุ
                    จงเป็นผู้ไม่มีทุกข์กายทุกข์ใจเถิด
                    สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
                    จงเป็นผู้ มีสุขรักษาตนเถิด.

                    สัพเพ สัตตา
                    สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง
                    ทุกขา ปะมุจจันตุ
                    จงพ้นจากทุกข์เถิด.

                    สัพเพ สัตตา
                    สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง
                    มา ลัทธะสัมปัตติโต วิคัจฉันตุ
                    จงอย่าได้ปราศจากสมบัติอันได้แล้วเถิด.

                    สัพเพ สัตตา
                    สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง
                    กัมมัสสะกา
                    เป็นผู้มีกรรมเป็นของของตน                    กัมมะทายาทา
                    เป็นผู้รับผลของกรรม                    กัมมะโยนี
                    เป็นผู้มีกรรมเป็นกำเนิด
                    กัมมะพันธุ
                    เป็นผู้มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์
                    กัมมะปะฏิสะระณา
                    เป็นผู้มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย
                    ยัง กัมมัง กะริสสันติ
                    จักทำกรรมอันใดไว้
 
                    กัละยาณัง วา ปาปะกัง วา
                    ดีหรือชั่ว
                    ตัสสะ ทายาทา ภะวิสสันติ
                    จักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น.
สัพพปัตติทานคาถา  (คาถากรวดน้ำ) พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๔

                ปุญญัสสิทานิ กะตัสสะ ยานัญญานิกะตานิ เม,
                เตสัญจะ ภาคิโน โหนตุ สัตตานันตาปปะมาณะกา
                
ขอสัตว์ทั้งหลายไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณจงเป็นผู้มีส่วนแห่งบุญที่ข้าพเจ้าได้ทำในบัดนี้, และแห่งบุญทั้งหลายอื่น ที่ข้าพเจ้าได้ทำแล้ว.
                เย ปิยา คุณะวันตา จะมัยหัง มาตาปิตาทะโย
                
คือชนเหล่าใดเป็นที่รัก ผู้มีคุณมีมารดาและบิดาของข้าพเจ้าเป็นต้น.                ทิฏฐา เม จาปยะทิฏฐา วา
                
ที่ข้าพเจ้าได้เห็นหรือแม้ไม่ได้เห็น.                อัญเญ มัชฌัตตะเวริโน สัตตา ติฏฐันติ โลกัสมิง
                
แลสัตว์ทั้งหลายอื่น ที่เป็นกลาง แลมีเวรกันตั้งอยู่ในโลก.
                เตภุมมา จะตุโยนิกา
                
เกิดในภูมิ ๓ เกิดในกำเนิด ๔.
                ปัจเจกะจะตุโวการา
                
มีขันธ์ ๕ แลขันธ์ ๑ แลขันธ์ ๔.
                สังสะรันตา ภะวาภะเว
               
 ท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยแลภพใหญ่
                ญาตัง เย ปัตติทานัมเม
                
สัตว์เหล่าใด ทราบการให้ส่วนบุญของข้าพเจ้าแล้ว.
                อะนุโมทันตุ เต สะยัง
                
ขอสัตว์เหล่านั้นจงอนุโมทนาเองเถิด.                เย จิมัง นัปปะชานันติ
                
ก็สัตว์เหล่าใด ย่อมไม่ทราบการให้ส่วนบุญของข้าพเจ้านี้.                เทวา เตสัง นิเวทะยุง
                
ขอเทพทั้งหลายพึงแจ้งแก่สัตว์เหล่านั้น.                มะยา ทินนานะ ปุญญานัง อะนุโมทะนะ เหตุนา
                
เพราะเหตุ คืออนุโมทนาบุญทั้งหลายที่ข้าพเจ้าให้แล้ว.                สัพเพ สัตตา สะทา โหนตุ อะเวรา สุขะชีวิโน
               
 ขอสัตว์ทั้งปวงจงอย่ามีเวร จงเป็นสุขเสมอเถิด.                เขมัปปะทัญจะ ปัปโปนตุ
                
แลจงถึงทางอันเกษมเถิด.                เตสาสา สิชฌะตัง สุภา.
                
ขอความหวังอันดีของสัตว์เหล่านั้นจงสำเร็จเทอญ.


 ที่มา : https://sites.google.com/site/smartdhamma/sangaraj_basic_smardhi

วันศุกร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2559

มรรคมีองค์แปด

มรรคมีองค์ 8 หรือทางสายกลาง

อริยสัจจ์ข้อที่ 4 คือ หนทางที่จะนำไปสู่ความดับทุกข์ (ทุกฺข-นิโรธคามินีปฎิปทา-อริยสจฺจ) หนทางสายนี้เรียกว่า "ทางสายกลาง (มชฺฌิมา ปฏิปทา) เพราะงดเว้นจากข้อปฏิบัติที่เอียงสุด 2 ประการ
ข้อปฎิบัติเอียงสุดอย่างแรก ได้แก่ การแสวงหาความสุขด้วยกามสุข อันเป็นของต่ำทราม เป็นของธรรมดา ไม่เป็นประโยชน์ และเป็นทางปฏิบัติของสามัญชน
ข้อปฎิบัติเอียงสุดอีกอย่างหนึ่ง คือการแสวงหาความสุขด้วยการทรมานตนเองให้เดือดร้อน ด้วยการบำเพ็ญทุกกรกิริยาในรูปแบบต่างๆ อันเป็นการทรมานร่างกาย เป็นสิ่งไม่มีค่า และเป็นสิ่งไม่มีประโยขน์ ในเบื้องแรกนั้น พระพุทธองค์ได้ทรงทดลองปฏิบัติข้อปฏิบัติที่เอียงสุดทั้งสองประการนี้มาแล้ว ทรงพบว่าเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์ จึงได้ทรงค้นพบทางสายกลางนี้ด้วยประสบการณ์ของพระองค์เอง ซึ่งเป็นทางที่ให้ทัศนะและปัญญาอันนำไปสู่ความสงบ ญาณ การตรัสรู้ และนิรวาณะ (พระนิพพาน) ทางสายกลางนี้โดยทั่วไปหมายถึง ทางมีองค์แปดประการอันประเสริฐ (อริยอฏฐคิกมคฺค) เพราะประกอบด้วยองค์ หรือส่วนประกอบ 8 ประการคือ
  1. เห็นชอบ (สัมมาทิฏิฐิ) (ปัญญา) ได้แก่ ความรู้อริยสัจจ์ 4 หรือ เห็นไตรลักษณ์ หรือ รู้อกุศลและอกุศลมูลกับกุศลและกุศลมูล หรือเห็นปฏิจจสมุปบาท โดยการเข้าใจชอบหรือเห็นชอบนั้นมีอยู่ 2 ประเภท คือ 1.ความเข้าใจคือความรู้ ความเป็นพหูสูตร ความมีสติปัญญา สามารถรอบรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งตามข้อมูลที่ได้มา ความเข้าใจประเภทนี้เรียกว่า "ตามรู้" (อนุโพธ) เป็นความเข้าใจที่ยังไม่ลึกซึ้ง 2.ส่วนความเข้าใจที่ลึกซึ้งซึ่งเรียกว่า"การรู้แจ้งแทงตลอด" (ปฏิเวธ) หมายถึงมองเห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ตามสภาวะที่แท้จริง โดยไม่คำนึงถึงชื่อ และป้ายชื่อยี่ห้อของสิ่งนั้น การรู้แจ้งแทงตลอดนี้จะมีขึ้นได้ เมื่อจิตปราศจากอาสวะทั้งหลาย และได้รับการพัฒนาอย่างสมบูรณ์ด้วยการปฏิบัติสมาธิเท่านั้น
  2. ดำริชอบ (สัมมาสังกัปปะ) (ปัญญา) ได้แก่ ความตรึกที่เป็นกุศล ความนึกคิดที่ดีงาม (กุศลวิตก 3 ประกอบด้วย 1.ความตรึกปลอดจากกาม ความนึกคิดในทางเสียสละ ไม่ติดในการปรบปรือสนองความอยากของตน 2. ความตรึกปลอดจากพยาบาท ความนึกคิดที่ประกอบด้วยเมตตา ไม่ขัดเคือง หรือ เพ่งมองในแง่ร้าย 3.ความตรึกปลอดจากการเบียดเบียนด้วยกรุณาไม่คิดร้าย หรือมุ่งทำลาย)
  3. เจรจาชอบ (สัมมาวาจา) (ศิล) ได้แก่ วจีสุจริต 4 ประกอบด้วย 1.ไม่พูดเท็จ 2.ไม่พูดส่อเสียด 3.ไม่พูดหยาบ 4.ไม่พูดเพ้อเจ้อ
  4. กระทำชอบ (สัมมากัมมันตะ) (ศิล) ได้แก่ กายสุจริต 3 ประกอบด้วย 1.ไม่ฆ่าสัตว์ 2.ไม่ลักทรัพย์ 3.ไม่ประพฤติผิดในกาม
  5. เลี้ยงชีพชอบ (สัมมาอาชีวะ) (ศิล) ได้แก่ เว้นมิจฉาชีพ ประกอบสัมมาชีพ
  6. พยายามชอบ (สัมมาวายามะ) (สมาธิ) ได้แก่ สัมมัปปธาน 4 ประกอบด้วย 1.เพียรระวัง หรือเพียรปิดกั้น คือ เพียรระวังยับยั้งบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น 2.เพียรละ หรือเพียรกำจัด คือเพียรละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว 3.เพียรเจริญ หรือเพียรก่อให้เกิด คือ เพียรทำกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกิดมีขึ้น 4. เพียรรักษา คือ เพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วให้ตั้งมั่น และให้เจริญยิ่งขึ้นไปจนไพบูลย์
  7. ระลึกชอบ (สัมมาสติ) (สมาธิ) ได้แก่ สติปัฏฐาน 4 ประกอบด้วย 1.การตั้งสติกำหนดพิจารณากาย 2. การตั้งสติกำหนดพิจาณาเวทนา 3.การตั้งสติกำหนดพิจารณาจิต 4.การตั้งสติพิจารณาธรรม 
  8. ตั้งจิตมั่นชอบ (สัมมาสมาธิ) (สมาธิ) ได้แก่ ฌาน 4 ประกอบด้วย 1.ปฐมฌาณ 2.ทุติยฌาน 3.ตติยฌาน 4.จตุตถฌาณ 
ในทางปฏิบัตินั้น คำสอนทั้งหมดของพระพุทธองค์ที่ทรงอุทิศ พระองค์สั่งสอนในช่วงเวลา 45 ปีนั้น มีส่วนเกี่ยวข้องกับทางสายกลางนี้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง พระองค์ทรงอธิบายทางสายนี้ โดยวิธิการ และใช้คำพูดที่แตกต่างกันไปตามความแตกต่างของบุคคลโดยให้สอดคล้องกับระดับการพัฒนา และศักยภาพในการเข้าใจ และตามได้ทันของบุคคลเหล่านั้น แต่สาระสำคัญของพระสูตรหลายพันสูตรที่กระจายอยู่ในคัมภัร์ต่างๆ ของพุทธศาสนา ล้วนแต่มีเรื่องเกี่ยวกับมรรคซึ่งประกอบด้วยองค์แปดอันประเสริฐนี้ทั้งนั้น
จะต้องไม่เข้าใจว่า องค์ หรือส่วนประกอบ 8 ประการของทางสายกลางนี้ ต้องนำไปปฏิบัติทีละข้อ โดยเรียงตามลำดับหมายเลขดังรายการที่ให้ไว้ข้างต้นนั้น องค์ต่างๆ เหล่านั้นจะต้องพัฒนาให้มีขึ้นพร้อมๆกันมากบ้าง น้อยบ้าง ตามแต่ขีดความสามารถของแต่ละบุคคลที่จะให้เป็นไปได้ องค์เหล่านี้ล้วนแต่เกี่ยวโยงกัน และแต่ละองค์ก็ช่วยส่งเสริมองค์อื่นๆไปด้วย
องค์ 8 ประการเหล่านี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริม และทำให้หลักการ 3 อย่างของการฝึกอบรม และการควบคุมตนเองของชาวพุทธมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น คือ
  1. ความประพฤติทางจริยศาสตร์ (ศิล)
  2. การควบคุมทางจิตใจ (สมาธิ)
  3. ปัญญา (ปัญญา)
ดังนั้น คงจะช่วยให้ได้เข้าใจองค์ 8 ประการของทางสายกลางได้ดี และได้ใจความต่อเนื่องยิ่งขึ้น หากเราจัดแบ่งกลุ่มอธิบายองค์ 8 ประการตามหัวข้อ 3 นั้น ความประพฤติทางจริยศาสตร์ (ศิล) ถูกสร้างขึ้นมากจากความคิดอันกว้างไกล ที่ต้องการให้มีความเมตตา และกรุณาโดยไม่เลือกที่รักมักที่ชังต่อสรรพสัตว์ทั้งปวง โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานคำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นที่น่าเสียดายว่ามีนักปราชญ์หลายท่านลืมอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ในคำสอนของพระพุทธองค์นี้ไป และพากันไปหมกมุ่นอยู่แต่ในเรื่องนอกประเด็นทางด้านปรัชญา และอภิปรัชญาที่น่าเบื่อหน่ายเมื่อพูด และเขียนเกี่ยวกับพุทธศาสนา พระพุทธองค์ทรงประทานคำสอนของพระองค์ไว้ก็เพื่อประโยชน์แก่ชนหมู่มาก เพื่อความสุขแก่ชนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์แห่ชาวโลก (พหุชนติตาย พหุชนสุขาย โลกานุกมฺปาย)
เท่าที่ได้พรรณามรรคโดยย่นย่อมานี้ ก็คงจะเห็นได้ว่ามรรคเป็นวิถี ชีวิตที่แต่ละบุคคลจะต้องนำไปประพฤติ และพัฒนาเป็นการควบคุมตนเอง ทั้งกาย วาจา และใจ เป็นการพัฒนาตนเงอ และเป็นการชำระ (จิต) ตนเองให้บริสุทธิ์ ไม่ได้เกี่ยวกับความเชื่อ การอ้อนวอน การบูชา หรือพิธีกรรมใดๆ โดยนัยน้ จึงไม่เกี่ยวกับสิ่งที่คนนิยมเรียกกันว่า "ศาสนา" เป็นทางที่จะนำไปสู่การรู้แจ้งในอุดมสัจจ์ ความมัอิสระอย่างสมบูรณ์ ความสุขและสันติ โดยอาศัยการบำเพ็ญตาม ศิล สมาธิ และปัญญาอย่างสมบูรณ์
ในประเทศที่นับถือพุทธศาสนาทั้งหลาย ยังมีประเพณี และพิธีกรรมทางศาสนาที่ประกอบกันแบบง่ายๆ และสวยงามในโอกาสต่างๆ แต่ประเพณี และพิธีกรรมเหล่านั้นไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับอริยมรรคนี้ มันมีคุณค่าก็แต่เพียงเป็นการสนองศรัทธา และความต้องการบางอย่างของผู้ที่ได้รับการพัฒนามาน้อย และช่วยให้คนเหล่านั้นได้ดำเนินไปสู่อริยมรรคนี้อย่างค่อยเป็นค่อยไปเท่านั้น

คุณสมบัติของคนสมบูรณ์แบบ

ในทางพระพุทธศาสนา การที่บุคคลจะเป็นคนสมบูรณ์ได้นั้นจะต้องมีการพัฒนาคุณสมบัติ 2 ด้านให้เท่าเทียมกัน คือ ด้านกรุณา และด้านปัญญา
กรุณาในที่นี้ หมายถึง ความรักความเอื้อเฟื้อแผ่ความเอื้ออารี ความอดทน และคุณสมบัติอันประเสริฐทางด้านอารมณ์ หรือคุณสมบัติทางด้านจิตใจอย่างอื่นๆ
ส่วนปัญญา หมายถึง ทางด้านพุทธปัญญา หรือคุณสมบัติทางด้านจิต หากบุคคลใดพัฒนาเฉพาะด้านอารมณ์ ไม่ยอมพัฒนาทางด้านพุทธปัญญา บุคคลนั้นอาจจะกลายเป็นคนโง่ แต่มีจิตใจดี ส่วนผู้ใดพัฒนาเฉพาะด้านพุทธปัญญาแต่ไม่ยอมพัฒนาทางด้านอารมณ์ ผู้นั้นอาจจะกลายเป็นคนฉลาดแต่จิตใจกระด้าง ไม่มีน้ำใจกับผู้อื่น เพราะฉะนั้น การที่จะให้เป็นคนสมบูรณ์แบบได้นั้น จะต้องพัฒนาทั้งสองด้านให้เท่าเทียมกัน นั่นคือจุดมุ่งหมายของวิถีชีวิตแบบพุทธ คือวิถีชีวิตที่มีปัญญา และมีความกรุณาเชื่อมโยงไม่แยกออกจากัน

ที่มา : http://www.easyinsurance4u.com/buddha4u/foundations_of_mindfulness.htm

วันศุกร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2559

ชิตังเม แปลว่า เราชนะแล้ว

....ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ อยู่ในกรุงพาราณสี. 
พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลคนปลูกผัก ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว ได้นามว่า “กุททาลบัณฑิต”. 

ท่านกุททาลบัณฑิต กระทำการฟื้นดินด้วยจอบ เพาะปลูกพืชพันธ์และผัก มีน้ำเต้า ฟักเขียว 
ฟักเหลือง เป็นต้น เก็บผักเหล่านั้นขาย เลี้ยงชีพด้วยการเบียดกรอ. แท้จริง ท่านกุททาลบัณฑิต 
นอกจากจอบเล่มเดียวเท่านั้น ทรัพย์สมบัติอย่างอื่นไม่มีเลย. 

ครั้นวันหนึ่ง ท่านดำริว่า จะมีประโยชน์อะไรด้วยการอยู่ครองเรือน เราจักบวช ดังนี้. 
ครั้นวันหนึ่ง ท่านซ่อนจอบนั้นไว้ ในที่ซึ่งมิดชิด แล้วบวชเป็นฤาษี ครั้นหวลนึกถึงจอบเล่มนั้นแล้ว 
ก็ไม่อาจตัดความโลภเสียได้ เลยต้องสึก เพราะอาศัยจอบกุดๆ เล่มนั้น. 
แม้ครั้งที่ ๒ แม้ครั้งที่ ๓ ก็เป็นอย่างนี้ เก็บจอบนั้นไว้ในที่มิดชิด บวชๆ สึกๆ รวมได้ถึง ๖ ครั้ง. 

ในครั้งที่ ๗ ได้คิดว่า เราอาศัยจอบกุดๆ เล่มนี้ ต้องสึกบ่อยครั้ง คราวนี้ เราจักขว้างมันทิ้งเสียในแม่น้ำใหญ่ 
แล้วบวช ดังนี้แล้ว เดินไปสู่ฝั่งแม่น้ำ คิดว่า ถ้าเรายังเห็นที่ตกของมัน ก็จักต้องอยากงมมันขึ้นมาอีก 
แล้วจับจอบที่ด้าม ท่านมีกำลังดังช้างสาร สมบูรณ์ด้วยเรี่ยวแรง ควงจอบเหนือศรีษะ ๓ รอบ 

หลับตาขว้างลงไปกลางแม่น้ำ แล้วบรรลือเสียงกึกก้อง ๓ ครั้งว่า “เราชนะแล้ว เราชนะแล้ว”. 

ในขณะนั้น พระเจ้าพาราณสีทรงปราบปรามปัจจันตชนบท ราบคาบแล้ว เสด็จกลับ ทรงสนานพระเศียรในแม่น้ำนั้น 

ประดับพระองค์ด้วยเครื่องอลังการครบเครื่อง เสด็จพระดำเนินโดยพระคชาธาร ทรงสดับเสียงของพระโพธิสัตว์นั้น 

ทรงระแวงพระทัยว่า บุรุษผู้นี้กล่าวว่า เราชนะแล้ว ใครเล่าที่เขาชนะ จงเรียกเขามา แล้วมีพระดำรัสสั่งให้เรียกมาเฝ้า 
แล้วมีพระดำรัสถามว่า ดูก่อนบุรุษผู้เจริญ เรากำลังชนะสงคราม กำความมีชัย มาเดี๋ยวนี้ ส่วนท่านเล่าชนะอะไร? 

พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช ถึงพระองค์จะทรงชนะสงคราม ตั้งร้อยครั้งตั้งพันครั้ง แม้ตั้งแสนครั้ง 
ก็ยังชื่อว่า ชนะไม่เด็ดขาด อยู่นั่นเอง เพราะยังเอาชนะกิเลสทั้งหลายไม่ได้ แต่ข้าพระองค์ ข่มกิเลสในภายในไว้ได้ 
เอาชนะกิเลสทั้งหลายได้. 

กราบทูลไป มองดูแม่น้ำไป ยังฌานมีอาโปกสิณเป็นอารมณ์ ให้เกิดขึ้นแล้ว 
นั่งในอากาศด้วยอำนาจของฌานและสมาบัติ. 

เมื่อจะแสดงธรรมถวายพระราชา จึงกล่าวคาถานี้ ความว่า :- 
“ ความชนะที่บุคคลชนะแล้ว กลับแพ้ได้นั้น มิใช่ความชนะเด็ดขาด (ส่วน) ความชนะที่บุคคลชนะแล้ว 
ไม่กลับแพ้นั้น ต่างหาก จึงชื่อว่า เป็นความชนะเด็ดขาด ” ดังนี้. 

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น ตํ ชิตํ สาธุ ชิตํ ยํ ชิตํ อวชิยฺยติ ความว่า การปราบปรามปัจจามิตรราบคาบ 
ชนะแว่นแคว้น ตีเอาได้แล้ว ปัจจามิตรเหล่านั้นยังจะตีกลับคืนได้ ความชนะนั้นจะชื่อว่า เป็นความชนะเด็ดขาด หาได้ไม่. 
เพราะเหตุไร? เพราะ ยังจะต้องชิงชัยกันบ่อยๆ. 

อีกนัยหนึ่ง ชัยเรียกได้ว่า ความชนะ ชัยที่ได้เพราะรบกับปัจจามิตร ต่อมา เมื่อปัจจามิตรเอาชนะคืนได้ ก็กลับเป็นปราชัย ชัยนั้นไม่ดีไม่งาม. 
เพราะเหตุไร? เพราะเหตุที่ ยังกลับเป็นปราชัยได้อีก. 

บทว่า ตํ โข ชิตํ สาธุ ชิตํ ยํ ชิตํ นาวชิยฺยติ ความว่า ส่วนการครอบงำมวลปัจจามิตรไว้ได้แล้ว ชนะปัจจามิตรเหล่านั้น 
จะกลับชิงชัยไม่ได้อีก ใดๆ ก็ดี การได้ชัยชนะครั้งเดียว แล้วไม่กลับเป็นปราชัยไปได้ ใดๆ ก็ดี ความชนะนั้นๆ เป็นความชนะเด็ดขาด 
คือชัยชนะนั้นชื่อว่าดี ชื่อว่างาม. เพราะเหตุไร? เพราะเหตุที่ ไม่ต้องชิงชัยกันอีก. 

ดูก่อนมหาบพิตร เพราะเหตุนั้น แม้พระองค์จะทรงชนะขุนสงคราม ตั้งพันครั้ง ตั้งแสนครั้ง ก็ยังจะเฉลิมพระนามว่า จอมทัพ หาได้ไม่. 
เพราะเหตุใด ? เพราะเหตุที่พระองค์ยังทรงชนะกิเลสของพระองค์เองไม่ได้ ส่วนบุคคลใด ชนะกิเลสภายในของตนได้ แม้เพียงครั้งเดียว 
บุคคลนี้จัดเป็นจอมทัพผู้เกรียงไกรได้. 

พระโพธิสัตว์นั่งในอากาศ นั่นแล แสดงธรรมถวายพระราชา ด้วยพระพุทธลีลา. 
ก็ในความเป็นจอมทัพผู้สูงสุดนั้น มีพระสูตรเป็นเครื่องสาธก ดังนี้ :- 

“ ผู้ที่ชนะหมู่มนุษย์ในสงคราม ถึงหนึ่งล้านคน ยังสู้ผู้ที่ชนะตน 
เพียงผู้เดียวไม่ได้ ผู้นั้นเป็นจอมทัพสูงสุด โดยแท้ ” ดังนี้...



ที่มา :  http://board.palungjit.org และ http://84000.org/tipitaka/atita100/jataka.php?i=270070

วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2558

คำถวายอาลัยแด่สมเด็จพระสังฆราช

               
                 สำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ได้จัดทำต้นแบบข้อความถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระสังฆราช ไว้ดังนี้ “ขอถวายอภิสัมมานสักการะแด่ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ด้วยเศียรเกล้า" ซึ่งมีความหมายว่า อภิ แปลว่า ยิ่งใหญ่ สัมมานะ แปลว่า ยกย่องสูงสุด หรือแปลรวมว่า ขอถวายความเคารพอย่างสูงสุดแด่ สมเด็จพระสังฆราช                                                    ที่มา   :   http://www.mbu.ac.th/index.php/mbu-today/483-2013-10-29-04-21-43
                                     

วันศุกร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ต้องถอดรองเท้าในเวลาใส่บาตรหรือไม่






คำถามที่ว่าต้องถอดรองเท้าในเวลาใส่บาตรหรือไม่
น่าจะเป็นคำถามที่หลายท่านคงเคยได้ฟังหรือได้ทราบมาบ้างแล้วนะครับ
โดยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมได้ไปใส่บาตร ณ ริมถนนแห่งหนึ่ง
ได้เห็นญาติธรรมท่านหนึ่งกำลังใส่บาตรอยู่ โดยเธอยืนอยู่บนรองเท้าหนีบ
คือเธอไม่ได้สวมรองเท้าในขณะนั้น แต่ว่ายืนเหยียบอยู่บนรองเท้าตัวเอง
ซึ่งเธอน่าจะเข้าใจว่าทำลักษณะนั้น ก็ถือว่าเป็นการถอดรองเท้าแล้ว 


ในคราวนี้ เราจะสนทนากันว่าในเวลาใส่บาตรนั้น ต้องถอดรองเท้าหรือไม่นะครับ 
ซึ่งถ้าเราลองไปค้นในพระธรรมคำสอนแล้ว
จะไม่พบว่าพระพุทธเจ้าได้ทรงจำกัดห้ามหรือบังคับว่าในเวลาใส่บาตรนั้น
โยมจะต้องแต่งตัวอย่างไร สวมหมวกได้หรือไม่ ใส่รองเท้าได้หรือไม่ 


แต่เราจะพบว่าพระพุทธเจ้าได้ทรงกำหนดข้อปฏิบัติสำหรับพระภิกษุเวลารับบิณฑบาตไว้ 
เช่น ศีลข้อ “เสขิยวัตร (โภชนปฏิสังยุตต์)” บัญญัติว่า
ภิกษุพึงรับบิณฑบาตด้วยความเคารพ, ในขณะบิณฑบาต พึงแลดูแต่ในบาตร
พึงรับบิณฑบาตพอสมส่วนกับแกง (ไม่รับแกงมากเกินไป),
พึงรับบิณฑบาตแค่พอเสมอขอบปากบาตร เป็นต้น
นอกจากนี้ เสขิยวัตรข้ออื่นกำหนดให้ภิกษุพึงสำรวมด้วยดีเวลาที่ไปในบ้าน
หรือมีสายตาทอดลงเวลาที่ไปในบ้าน (ตาไม่มองโน่นมองนี่) เป็นต้น
ศีล ๒๒๗ (ลิงค์ข้อมูล)


ฉะนั้นแล้ว พระภิกษุจะมีศีลคอยควบคุมว่า เวลาเดินบิณฑบาตก็พึงสำรวม สายตาทอดลงต่ำ 
เวลารับบิณฑบาตก็พึงมองแต่ในบาตร ไม่รับบิณฑบาตมากจนเกินสมควร เป็นต้น
แต่ในเรื่องข้อปฏิบัติในการใส่บาตรนั้น ไม่มีบังคับหรือจำกัดห้ามในส่วนของโยมไว้ 


อย่างไรก็ดี ใน “สัปปุริสทานสูตร” (พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต)
ได้สอนว่า “สัปปุริสทาน” ประกอบด้วย ๕ ประการคือ
สัตบุรุษย่อมให้ทานด้วยศรัทธา ๑ ย่อมให้ทานโดยเคารพ ๑ ย่อมให้ทานโดยกาลอันควร ๑
เป็นผู้มีจิตอนุเคราะห์ให้ทาน ๑ ย่อมให้ทานไม่กระทบตนและผู้อื่น ๑
http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=22&A=4024&Z=4041


เช่นนี้แล้ว การถวายทานก็ดี การใส่บาตรก็ดี เราพึงถวายหรือใส่บาตรโดยเคารพ 
ถามต่อไปว่า กรณีอย่างไรบ้าง จึงจะเรียกว่าเคารพ หรือไม่เคารพ?
ตอบว่าเราคงไม่สามารถจะเขียนรายการออกมาได้ทั้งหมดว่า
อย่างไรบ้างถือว่าเคารพ อย่างไรถือว่าไม่เคารพ แต่เราพึงพิจารณาพฤติการณ์เป็นกรณี ๆ ไป
อย่างไรก็ดี พฤติการณ์บางอย่างก็น่าจะเห็นได้ว่าไม่ได้กระทำโดยเคารพ
เช่น คุยโทรศัพท์มือถือ หรือเล่นเกมในระหว่างถวายทาน เป็นต้น


นอกจากนี้แล้ว เราก็ยังอาจจะพิจารณากรณีอื่น ๆ เทียบเคียงได้อีก 
กล่าวคือในศีลข้อเสขิยวัตร (ธัมมเทสนาปฏิสังยุตต์) บัญญัติห้ามไว้ ๑๖ ข้อว่า
๑. ภิกษุไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่มีร่มในมือ
๒. ภิกษุไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่มีไม้พลองในมือ
๓. ภิกษุไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่มีของมีคมในมือ
๔. ภิกษุไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่มีอาวุธในมือ
๕. ภิกษุไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่สวมเขียงเท่า (รองเท้าไม้)
๖. ภิกษุไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่สวมรองเท้า
๗. ภิกษุไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่ไปในยาน
๘. ภิกษุไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่อยู่บนที่นอน
๙. ภิกษุไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่นั่งรัดเข่า
๑๐. ภิกษุไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่โพกศีรษะ
๑๑. ภิกษุไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่คลุมศีรษะ
๑๒. ภิกษุไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่อยู่บนอาสนะ (หรือเครื่องปูนั่ง) โดยภิกษุอยู่บนแผ่นดิน
๑๓. ภิกษุไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่นั่งบนอาสนะสูงกว่าภิกษุ
๑๔. ภิกษุไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่นั่งอยู่ แต่ภิกษุยืน
๑๕. ภิกษุเดินไปข้างหลังไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่เดินไปข้างหน้า
๑๖. ภิกษุเดินไปนอกทางไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่ไปในทาง
ซึ่งการที่มีศีลห้ามการประพฤติเหล่านี้ไว้ เพราะพระธรรมเป็นสิ่งเลิศ จึงสมควรเคารพพระธรรม
การแสดงธรรมควรต้องอยู่ในอิริยาบถที่สมควรทั้งในส่วนผู้แสดงธรรม และผู้ฟังธรรม
ไม่เช่นนั้นแล้ว ย่อมได้ชื่อว่า ไม่เคารพพระธรรม 


จากศีลข้อเสขิยวัตรดังกล่าว เราย่อมเห็นได้ว่า การสวมรองเท้าในขณะที่ภิกษุแสดงธรรมก็ดี
การอยู่บนอาสนะสูงกว่าภิกษุในขณะที่ภิกษุแสดงธรรมก็ดี ย่อมถือเป็นการไม่เคารพ
ในทำนองเดียวกันนี้เอง การที่เราสวมรองเท้าระหว่างใส่บาตรถวายพระภิกษุ
หรือยืนในที่สูงกว่าพระภิกษุขณะใส่บาตร (เช่นเรายืนบนทางเดินเท้า แต่พระภิกษุยืนบนถนน)
ย่อมถือได้ว่าเป็นการที่เราไม่เคารพต่อพระภิกษุที่รับบิณฑบาตนั้นในทำนองเดียวกัน


ดังนั้นแล้ว ถ้าจะให้เป็นการถวายทานด้วยความเคารพ อันเป็นเงื่อนไขของสัปปุริสทานแล้ว 
เราก็ไม่ควรสวมรองเท้า หรือยืนอยู่บนที่สูงกว่าพระภิกษุ ในระหว่างใส่บาตร หรือถวายทาน
ในกรณีที่เราถอดรองเท้าแล้ว แต่เรายังยืนเหยียบอยู่บนรองเท้าเรานั้น
แม้จะกล่าวได้ว่าไม่ได้สวมรองเท้าก็จริง แต่ก็ถือว่าเรายืนอยู่บนที่สูงกว่าพระภิกษุอยู่ดี
จึงเป็นสิ่งที่ไม่สมควรกระทำครับ


นอกจากนี้แล้ว ศีลข้อเสขิยวัตรยังห้ามภิกษุไม่ให้แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่โพกศีรษะ
และห้ามภิกษุไม่ให้แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่นั่งอยู่แต่ภิกษุยืน
ดังนี้แล้ว เวลาที่เราใส่บาตรนั้น เราก็ไม่ควรสวมที่โพกศีรษะ หมวก หรือสิ่งอื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน
และเราไม่ควรนั่งใส่บาตรในขณะที่พระภิกษุยืน (เว้นแต่เราจะป่วยไม่สะดวกที่จะยืนได้)
เพราะย่อมถือได้ว่าเป็นการไม่เคารพต่อพระภิกษุนั้น
แต่ในทางกลับกัน ถ้าพระภิกษุนั่ง และเรายืนใส่บาตร เช่นนี้ถือว่าสามารถกระทำได้ 


อีกประการหนึ่งที่เกี่ยวข้องคือ หลังจากใส่บาตรแล้ว พระภิกษุบางรูปท่านอาจจะกล่าวให้พร 
หรือกล่าวอนุโมทนากถาหลังจากรับบิณฑบาตแล้ว เช่น กล่าวให้พรเป็นภาษาบาลีว่า
“อภิวาทะนะสีลิสสะ นิจจัง วุฑฒาปะจายิโน
จัตตาโร ธัมมา วัฑฒันติ อายุ วัณโณ สุขัง พะลัง”

(แปลว่า ธรรม ๔ ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ
ย่อมเจริญแก่บุคคลผู้กราบไหว้เป็นปกติ ผู้อ่อนน้อมต่อท่านผู้เจริญเป็นนิตย์)
หรืออาจจกล่าวย่อกว่านั้น อาจจะกล่าวแค่ “อายุ วัณโณ สุขัง พะลัง”
หรือบางรูปอาจจะสวดยาวกว่านั้น โดยอาจจะเริ่มตั้งแต่ “สัพพี ติโย ...” ก็ได้
หรืออาจจะสวดบทสวดอื่น ๆ เพื่อให้พรก็ตาม ก็ย่อมถือว่าเป็นการแสดงธรรมเช่นกัน


หากการสวดให้พรอันเป็นการแสดงธรรมดังกล่าวได้กระทำในระหว่างที่ 
โยมกำลังใส่รองเท้า สวมหมวก นั่งอยู่ หรืออยู่ในที่สูงกว่าพระภิกษุแล้ว
กรณีก็ย่อมถือได้ว่าพระภิกษุที่ให้พรนั้นจะผิดศีลในข้อเสขิยวัตรได้
ดังนั้นแล้ว การที่เราหลีกเลี่ยงไม่สวมรองเท้า ไม่สวมหมวก ไม่นั่ง
หรือไม่อยู่ในที่สูงกว่าพระภิกษุ ในระหว่างที่ใส่บาตรนั้น
ย่อมเป็นการสะดวกแก่พระภิกษุในเวลาที่ท่านให้พรด้วย 


ในเรื่องของการให้พรนี้ โยมบางท่านอาจจะเข้าใจผิด โดยเวลาใส่บาตรนั้น โยมยืนใส่บาตร
แต่เวลาที่รับพรนั้น โยมกลับรีบนั่งยอง ๆ ลงแล้วพนมมือเพื่อรับพร
โดยเข้าใจว่าลักษณะนั้นเป็นการแสดงความเคารพ เราย่อตัวลงเพื่อให้อยู่ต่ำกว่า
แต่ในอันที่จริงแล้ว ในศีลข้อเสขิยวัตรนั้น พระภิกษุที่ยืนอยู่ไม่พึงแสดงธรรมแก่โยมที่นั่งอยู่
(เว้นแต่โยมนั้นป่วยไม่สะดวกที่จะยืน) ฉะนั้นแล้ว เราจึงไม่ควรนั่งรับพรครับ แต่ควรยืนรับพร
หรืออาจจะเรียนพระภิกษุท่านก็ได้ว่าไม่ต้องให้พรก็ได้ ซึ่งอันนี้ก็แล้วแต่จริตด้วย
เพราะญาติโยมบางท่านอาจจะชอบได้รับพรจากพระภิกษุก็ได้
โดยเฉพาะบางที เราพาญาติสูงอายุไปใส่บาตร และญาติสูงอายุนั้นชอบได้รับพร
เราก็ไม่จำเป็นต้องไปขัดหรือไปห้ามการให้พรหรือรับพรนั้น ๆ ครับ
เพียงแต่เราควรประพฤติให้เหมาะสม ไม่แสดงพฤติการณ์ใด ๆ ที่เป็นการไม่เคารพพระธรรม 


ประเด็นสุดท้ายเกี่ยวกับเรื่องการใส่รองเท้าอันแสดงถึงว่าเป็นการไม่เคารพนั้น 
นอกจากเรื่องศีลข้อเสขิยวัตรแล้ว ในอรรถกถาของ “สามัญญผลสูตร”
(พระสุตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค) มีเรื่องเล่าว่า
พระเจ้าอชาตศัตรูต้องการราชสมบัติ จึงนำพระเจ้าพิมพิสาร ซึ่งเป็นพระราชบิดาไปขังไว้
และให้อดอาหารเพื่อให้สิ้นพระชนม์ แต่พระเจ้าพิมพิสารก็ยังไม่สิ้นพระชนม์
เพราะอาศัยการเดินจงกรม พระเจ้าอชาตศัตรูจึงส่งช่างกัลบกไปทำการกรีดเท้าพระเจ้าพิมพิสาร
โดยจับข้อพระบาทด้วยมือซ้าย ใช้มือขวาถือมีดโกนผ่าพื้นพระบาททั้ง ๒ ข้าง
เอาน้ำมันผสมเกลือทา แล้วย่างด้วยถ่านเพลิงไม้ตะเคียนที่กำลังคุไม่มีเปลวเลย
พระเจ้าพิมพิสารทรงเกิดทุกขเวทนาอย่างรุนแรง แล้วต่อมาก็ทรงสิ้นพระชนม์
ในอรรถกถาเล่าว่า วิบากกรรมอันนี้เกิดจากบุพกรรมในอดีตชาติของพระองค์ที่
พระเจ้าพิมพิสารได้เคยทรงฉลองพระบาท (สวมรองเท้า) เข้าไปในลานพระเจดีย์
และเอาพระบาทที่ไม่ได้ล้างชำระเหยียบเสื่อกกที่เขาปูไว้สำหรับนั่ง วิบากนี้เป็นผลของบาปกรรมนั้น
http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=09.0&i=91&p=1


ในประเด็นนี้ ขอเรียนว่าเราไม่ต้องตกใจว่าหากเราสวมรองเท้าใส่บาตรแล้ว 
เราจะต้องได้รับวิบากกรรมในทำนองเดียวกันกับพระเจ้าพิมพิสารนะครับ
เพราะกรณีไม่ได้มีเรื่องเล่าถึงวิบากกรรมของการสวมรองเท้าใส่บาตรไว้ในพระไตรปิฎกเช่นนั้น
โดยมีเพียงเฉพาะเรื่องการสวมรองเท้าเข้าไปในลานพระเจดีย์
และนำเท้าสกปรกที่ไม่ได้ล้างไปเหยียบเสื่อกกที่เขาปูไว้สำหรับนั่งในลานพระเจดีย์เท่านั้น
อย่างไรก็ดี เพื่อความปลอดภัยแล้ว เราก็ไม่พึงสวมรองเท้าในระหว่างที่ใส่บาตรครับ
(บางท่านอาจจะบอกว่าพื้นเลอะหรือสกปรก ก็แนะนำว่าให้เลือกหาที่ยืนที่เหมาะสมครับ)
นอกจากนี้แล้ว การสวมรองเท้าเข้าไปในสถานที่พึงเคารพบูชานั้น ก็ไม่พึงทำครับ
เช่น ในอุโบสถ วิหาร หรือสถานที่ใด ๆ ก็ตามที่ทางวัดได้ระบุไว้ให้ถอดรองเท้า เป็นต้น
โดยเราพึงระมัดระวัง และปฏิบัติตามคำแนะนำในเรื่องดังกล่าวของทางวัดอย่างเคร่งครัดนะครับ 


ที่มา : http://www.dlitemag.com/index.php?option=com_content&view=article&id=1175:2014-04-02-07-17-53&catid=66:-desitinationdhamma&Itemid=59