วันอังคารที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2560

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1939/2551

   คำพิพากษา                                                                                            
                       
ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์

ที่                ๑๙๓๙/๒๕๕๑                                                    ศาลฎีกา
วันที่    ๓         เดือน       เมษายน                พุทธศักราช  ๒๕๕๑
 ความแพ่ง                      
                                                                                                                                        
                        วัดอนามัยเกษม                                                                              โจทก์
ระหว่าง             
                        นายหมิ้น  หมั่นสู้  โดยนางสมถวิล  หมั่นสู้ 
                        ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน  ที่  ๑
                        นายวิบูลย์หรือกิตติพันธ์  พูลวรลักษณ์  ที่  ๒
                        นายวิเศษ  พูลวรลักษณ์  ที่  ๓
                        ธนาคารนครหลวงไทย  จำกัด  (มหาชน)  ที่  ๔                                       จำเลย
เรื่อง                  ที่ดิน  ขับไล่  ละเมิด                                                          
                       
จำเลยทั้งสี่                         ฎีกาคัดค้าน                        คำพิพากษา
ศาลอุทธรณ์ภาค  ๘
ลงวันที่
๒๙
เดือน
เมษายน
พุทธศักราช
๒๕๔๘
ศาลฎีกา
รับวันที่
๑๔
เดือน
กุมภาพันธ์
พุทธศักราช
๒๕๔๙

                        โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า  โจทก์เป็นนิติบุคคลโดยเป็นวัดในพุทธศาสนา ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา  มีพระอธิการสหัส  สิรินธโร  เจ้าอาวาสเป็นผู้แทนของโจทก์ โจทก์มอบอำนาจให้นางนริศรา  นำชัยเจนกิจ  ดำเนินคดีแทน  จำเลยที่  ๔  เป็นนิติบุคคล ประเภทบริษัทมหาชนจำกัด  เมื่อปี  ๒๕๑๖  นายอุ่น  เอกวานิช  ยกที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ ตั้งอยู่หมู่ที่  ๓  ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง  จังหวัดภูเก็ต  เนื้อที่ประมาณ  ๒๑  ไร่ ให้โจทก์  ที่ดินดังกล่าวด้านทิศเหนือ  ทิศใต้  และทิศตะวันออกจดที่ดินของผู้ที่มีชื่อ ทิศตะวันตกจดชายทะเล  โจทก์เข้าครอบครองทำรั้วแสดงแนวเขตที่ดินไว้  ที่ดินดังกล่าวเป็นของโจทก์ประเภทที่ธรณีสงฆ์  ต่อมปี  ๒๕๒๑  จำเลยที่  ๑  ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์  ทับที่ดินของโจทก์ดังกล่าวด้านทิศใต้บางส่วน  เป็นเนื้อที่ประมาณ ๑๐  ไร่  โดยจำเลยที่  ๑  แจ้งให้เจ้าพนักงานพิสูจน์สอบสวนจดข้อความอันเป็นเท็จลงในแบบบันทึกการสอบสวนสิทธิและพิสูจน์การทำประโยชน์เพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์โดยใช้รูปถ่ายทางอากาศว่าจำเลยที่  ๑  ซื้อที่ดินจากนายจำรัส  กองทัพ  และครอบครองทำประโยชน์ประมาณ  ๘  ปี  ซึ่งความจริงแล้วนายจำรัสและจำเลยที่  ๑  ไม่เคยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว  เจ้าพนักงานหลงเชื่อจึงออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์  (น.ส. ๓ ก.)  เลขที่  ๑๓๔๗   ตำบลเชิงทะเล  อำเภอถลาง  จังหวัดภูเก็ต  ให้แก่จำเลยที่  ๑  โจทก์คัดค้านการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวแล้ว  ต่อมาโจทก์กับจำเลยที่  ๑  ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยจำเลยที่  ๑  ตกลงแบ่งที่ดินส่วนที่ทับที่ดินของโจทก์ให้แก่โจทก์ซึ่งจะต้องไปดำเนินการรังวัดตรวจสอบทำแผนที่ให้แน่นอน  แต่หลังจากนั้นจำเลยที่  ๑  เพิกเฉยไม่ยอมรังวัดตรวจสอบทำแผนที่ตามที่ตกลง  โจทก์ตรวจสอบเองพบว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์  (น.ส. ๓ ก.)  เลขที่  ๑๓๔๗ ออกทับที่ดินของโจทก์เป็นเนื้อที่ประมาณ  ๑๐  ไร่  และจำเลยที่  ๑  เข้าปลูกสร้างโรงเรือนและสิ่งก่อสร้างในที่ดินดังกล่าวอันเป็นการรบกวนการครอบครองที่ดินของโจทก์โดยปกติสุข ต่อมาเมื่อวันที่  ๒๐  ธันวาคม  ๒๕๓๑  จำเลยที่  ๑  จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าว  ในส่วนที่ทับที่ดินของโจทก์ด้านทิศใต้ออกเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์  (น.ส. ๓ ก.)  เลขที่  ๑๔๙๕  ตำบลเชิงทะเล  อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต  เนื้อที่  ๕  ไร่  ๒  งาน  ๒๑  ตารางวา  และเมื่อวันที่  ๔  มกราคม  ๒๕๓๒ จำเลยที่  ๑  สมคบกับจำเลยที่  ๒  และที่  ๓  จดทะเบียนโอนขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์  (น.ส. ๓ ก.)  เลขที่  ๑๔๙๕  ให้แก่จำเลยที่  ๒  และที่  ๓  โดยไม่สุจริต จำเลยที่  ๑  ถึงที่  ๓  ไม่มีสิทธิใด ๆ ในที่ดิน  และต่อมาจำเลยที่  ๑  สมคบกับจำเลยที่  ๔ โดยจำเลยที่  ๑  จดทะเบียนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์  (น.ส. ๓ ก.) เลขที่  ๑๓๔๗  ส่วนที่เหลือไว้กับจำเลยที่  ๔  สองครั้งโดยไม่สุจริต  ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย  ที่ดินของโจทก์ส่วนที่จำเลยที่  ๑  ทำละเมิดสามารถให้บุคคลอื่นเช่าได้ค่าเช่าไม่ต่ำกว่าปีละ  ๑,๐๐๐,๐๐๐  บาท  ที่ดินส่วนที่จำเลยที่  ๒  และที่  ๓  ทำละเมิดสามารถให้เช่าได้ไม่ต่ำกว่าปีละ  ๑,๕๐๐,๐๐๐  บาท  โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยที่  ๑ เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์  สัญญาซื้อขาย  สัญญาจำนองดังกล่าว  ให้
จำเลยที่  ๑  ถึงที่  ๓  รื้อถอนขนย้ายทรัพย์สินและสิ่งปลูกสร้างพร้อมบริวารออกจากที่ดินแล้ว  แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย  ขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์  (น.ส. ๓ ก.) เลขที่  ๑๓๔๗  และ  ๑๔๙๕  ตำบลเชิงทะเล  อำเภอถลาง  จังหวัดภูเก็ต  นิติกรรมการขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์  (น.ส. ๓ ก.)  เลขที่  ๑๔๙๕  ระหว่างจำเลยที่  ๑ กับจำเลยที่  ๒  และที่  ๓  นิติกรรมการจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.)  เลขที่  ๑๓๔๗  ระหว่างจำเลยที่  ๑  กับจำเลยที่  ๔  ขับไล่จำเลยที่  ๑  ถึง
ที่  ๓  พร้อมบริวารกับรื้อถอนขนย้ายสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์  (น.ส. ๓ ก.)  เลขที่  ๑๓๔๗  และ  ๑๔๙๕  ในส่วนที่ทับที่ดินของโจทก์ห้ามมิให้ยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไป  ให้จำเลยที่  ๑  ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์นับถัดจาก
วันฟ้องปีละ  ๑,๐๐๐,๐๐๐  บาท  พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ  ๗.๕  ต่อปี  ให้จำเลยที่  ๒ และที่  ๓  ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์นับถัดจากวันฟ้องปีละ  ๑,๕๐๐,๐๐๐  บาท  พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ  ๗.๕  ต่อปี  จนกว่าจำเลยที่  ๑  ถึงที่  ๓  จะรื้อถอนขนย้ายทรัพย์สิน
ออกจากที่ดินของโจทก์
                        จำเลยที่  ๑  ให้การว่า  ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเนื่องจากโจทก์ไม่ระบุให้แน่ชัดว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของจำเลยที่  ๑  ทับที่ดินของโจทก์เป็นเนื้อที่เท่าใด  กว้างยาวเท่าใด  ที่ดินส่วนไหนของจำเลยที่  ๑  ทับที่ดินของโจทก์  นายอุ่น  เอกวานิช 
เป็นเพียงผู้มีสิทธิทำเหมืองแร่ในที่ดินซึ่งตั้งอยู่หมู่ที่  ๓  ตำบลเชิงทะเล  อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต  ตามประทานบัตรที่ทางราชการออกให้  มิใช่เจ้าของที่ดินจึงไม่มีสิทธิยกที่ดินให้โจทก์และไม่มีหลักฐานการยกให้  เดิมที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์  (น.ส. ๓ ก.)  เลขที่  ๑๓๔๗  เนื้อที่  ๑๘  ไร่  ๒  งาน  ๒๑  ตารางวา  เป็นที่ดินมือเปล่าของนายจำรัส  กองทัพ  จำเลยที่  ๑  ซื้อที่ดินดังกล่าวจากนายจำรัสเมื่อปี  ๒๕๑๓ และเข้าครอบครองทำประโยชน์ต่อเนื่องตลอดมา  การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เป็นไปตามขั้นตอนที่ทางราชการกำหนดและไม่ได้ออกทับที่ดินธรณีสงฆ์ของโจทก์  หากที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์  โจทก์ก็ไม่เคยยึดถือครอบครอง  ทำประโยชน์หรือเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท  ถือว่าโจทก์สละการครอบครองแล้วการครอบครองของโจทก์ย่อมสิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา  ๑๓๗๗  และโจทก์ฟ้องเรียกคืนการครอบครองเกินกำหนด  ๑  ปี  นับแต่ถูกแย่งการครอบครอง  ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกเอาคืนการครอบครอง  จำเลยที่  ๑  เป็นเจ้าของที่ดินมีสิทธิจดทะเบียนแบ่งแยกขายและจำนองไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์  ที่ดินที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่  ๑  บุกรุกเนื้อที่  ๔  ไร่เศษ  หากให้ผู้อื่นเช่าจะได้ค่าเช่าไม่เกินปีละ  ๔๐,๐๐๐  บาท  ขอให้ยกฟ้อง
                        จำเลยที่  ๒  และที่  ๓  ให้การว่า  โจทก์มอบอำนาจให้ฟ้องคดีไม่ชอบเพราะไม่ปรากฏลายมือชื่อผู้มอบอำนาจและตราประทับของโจทก์  โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง  ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะที่ดินที่โจทก์อ้างว่านายอุ่น  เอกวานิช  ยกให้โจทก์นั้นไม่สามารถระบุตำแหน่งที่แน่นอนว่าแนวเขตทั้งสี่ด้านจดที่ดินของบุคคลใดบ้าง  ที่ดินที่จำเลยที่  ๒ และที่  ๓  ซื้อจากจำเลยที่  ๑  เป็นที่ดินคนละแปลงกับที่ดินที่โจทก์ได้รับการยกให้จำเลยที่  ๒  และที่  ๓  ซื้อที่ดินจากจำเลยที่  ๑  โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน  ก่อนซื้อ
ได้ตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารสิทธิแล้ว  และในการแบ่งแยกที่ดินเพื่อขายให้จำเลยที่  ๒  และที่  ๓  ไม่มีผู้ใดคัดค้าน  ที่ดินดังกล่าวหากให้เช่าจะได้ค่าเช่าไม่เกินปีละ  ๓,๐๐๐  บาท  ขอให้ยกฟ้อง
                        จำเลยที่  ๔  ให้การว่า  จำเลยที่  ๑  เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์  (น.ส. ๓ ก.)  เลขที่  ๑๓๔๗  ตำบลเชิงทะเล  อำเภอถลาง  จังหวัดภูเก็ต มีสิทธนำไปจำนองโดยชอบด้วยกฎหมาย  จำเลยที่  ๔  รับจำนองโดยสุจริตและเสีย
ค่าตอบแทน  โจทก์ไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนอง  ขอให้ยกฟ้อง
                        ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว  พิพากษายกฟ้อง  ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
                        โจทก์อุทธรณ์
                       ระหว่างพิจารณาจำเลยที่  ๑  ถึงแก่กรรม  โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนางสมถวิล  หมั่นสู้  ภริยาจำเลยที่  ๑  เข้าเป็นคู่ความแทน  ศาลอุทธรณ์ภาค  ๘ มีคำสั่งตั้งบุคคลผู้ถูกเรียกเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่  ๑
                        ศาลอุทธรณ์ภาค  ๘  พิพากษากลับว่า  ที่ดินพิพาทที่ระบายด้วยดินสอตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย  จ.ล.๑  เป็นของโจทก์  ให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์  (น.ส. ๓ ก.)  เลขที่  ๑๔๙๕  ตำบลเชิงทะเล  อำเภอถลาง  จังหวัดภูเก็ต 
สัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าวระหว่างจำเลยที่  ๑  กับจำเลยที่  ๒  และที่  ๓  หนังสือรับรองการทำประโยชน์  (น.ส. ๓ ก.)  เลขที่  ๑๓๔๗  ตำบลเชิงทะเล  อำเภอถลาง  จังหวัดภูเก็ต สัญญาจำนองที่ดินดังกล่าวระหว่างจำเลยที่  ๑  กับจำเลยที่  ๔  เฉพาะส่วนที่ทับที่ดินพิพาทให้จำเลยที่  ๑  ถึงที่  ๓  พร้อมบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาท  ให้จำเลยที่  ๑ ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ  ๑๐๐,๐๐๐  บาท  พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ  ๗.๕  ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่  ๑  จะขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินของโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก  ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
                        จำเลยทั้งสี่ฎีกา
                       ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว  ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามสำเนาหนังสือรับรองสภาพวัดเอกสารหมาย  จ.๒  มีพระอธิการสหัส สิรินธโร  เป็นเจ้าอาวาสมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์  ตามสำเนาหนังสือตราตั้งเจ้าอาวาส เอกสารหมาย  จ.๓  จำเลยที่  ๔  เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด  ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย  จ.๔  เมื่อปี  ๒๕๑๒  นายอุ่น  เอกวานิช  ซึ่งเป็นผู้ได้รับสัมปทานทำเหมืองแร่บริเวณหมู่ที่  ๓  ตำบลเชิงทะเล  อำเภอถลาง  จังหวัดภูเก็ต  เข้าขุดแร่ในที่ดินบริเวณที่ชักพระของโจทก์เนื้อที่ประมาณ  ๓  ไร่  นายอุ่นตกลงให้เงินแก่โจทก์  ๓๐,๐๐๐ บาท  เพื่อสร้างเมรุเผาศพและจะยกที่ดินให้โจทก์ประมาณ  ๒๐  ไร่  ปี  ๒๕๑๖  นายอุ่นขุดแร่เสร็จได้ให้นายสมชาย  ตันติปาลีพันธ์  และนายจงเต็ก  ธรรมประดิษฐ์  คนงานของนายอุ่นดำเนินการรังวัดปักหลักเขตเป็นแนวที่ดินและทำแผนที่สังเขปแสดงอาณาเขตที่ดินเนื้อที่ประมาณ  ๒๑  ไร่  ตามรูปแผนที่เอกสารหมาย  จ.๕  มอบให้แก่โจทก์โดยนายดุสิต ลิ่มชูเชื้อ  กำนันตำบลเชิงทะเลขณะนั้นเป็นตัวแทนโจทก์รับมอบที่ดิน  หลังจากนั้น
คณะกรรมการของโจทก์เข้าปลูกต้นมะพร้าวกับต้นมะม่วงหิมพานต์ในที่ดิน  ต่อมาปี  ๒๕๑๙ จำเลยที่  ๑  บุกรุกเข้าไปในที่ดินบางส่วนของโจทก์เป็นเนื้อที่ประมาณ  ๑๐  ไร่  โดยทำลายหลักเขตและตัดต้นมะม่วงหิมพานต์  โจทก์ร้องเรียนไปที่อำเภอถลางแล้ว  แต่ทางการ
ไม่สามารถแก้ไขให้ได้  ปี  ๒๕๒๐  โจทก์มอบให้ไวยาวัจกรไปขอเอกสารสิทธิในที่ดินดังกล่าว  แต่เจ้าพนักงานไม่ออกเอกสารสิทธิให้อ้างว่าโจทก์ไม่มีหลักฐานการครอบครองที่ดิน  ปรากฏว่าระหว่างนั้นจำเลยที่  ๑  ขอออกเอกสารสิทธิในที่ดินที่บุกรุกทับที่ดิน
บางส่วนของโจทก์ดังกล่าวและเจ้าพนักงานได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.)  เลขที่  ๑๓๔๗  ตำบลเชิงทะเล  อำเภอถลาง  จังหวัดภูเก็ต  เนื้อที่  ๑๘  ไร่ ๒  งาน  ๒๐  ตารางวา  ตามเอกสารหมาย  จ.๗  ให้จำเลยที่  ๑  หนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวออกทับที่ดินของโจทก์ประมาณ  ๑๐  ไร่  โจทก์คัดค้านและร้องเรียนการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์  ต่อมามีการทำบันทึกข้อตกลงกัน  ณ  ที่ว่าการอำเภอถลาง  โดยจำเลยที่  ๑  ยอมแบ่งที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวให้โจทก์ตามที่ตกลงกันโดยไม่มีเงื่อนไขแต่ประการใด  โดยจะไปทำการรังวัดตรวจสอบทำแผนที่ให้เป็นการละเอียดต่อไปตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย  จ.๘  แต่หลังจากนั้นจำเลยที่  ๑  ไม่ดำเนินการรังวัดตรวจสอบตามที่ตกลง  โจทก์มีหนังสือร้องเรียนไปอีกหลายครั้งตามเอกสารหมาย  จ.๙  ถึง  จ.๑๑  ต่อมาอำเภอถลางอ้างว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ราชพัสดุสมควรเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์  ของจำเลยที่  ๑  ดังกล่าว ปี  ๒๕๓๑  จำเลยที่  ๑  แบ่งแยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์  (น.ส. ๓ ก.)  เลขที่  ๑๓๔๗  เป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์  (น.ส. ๓ ก.)  เลขที่  ๑๔๙๕  เนื้อที่  ๕  ไร่  ๒  งาน  ๒๑  ตารางวา  ตามเอกสารหมาย  จ.๑๙  แล้วขายที่ดินที่แบ่งแยกให้แก่จำเลยที่ ๒  และที่ ๓  และจดทะเบียนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์  (น.ส. ๓ ก.)  เลขที่  ๑๓๔๗  ส่วนที่เหลือจำนวน  ๑๒  ไร่  ๓  งาน  ๙๙  ตารางวา  ไว้กับจำเลยที่  ๔  จำเลยที่  ๑  ไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาทจึงไม่มีสิทธินำไปขายหรือจำนอง
                        จำเลยที่  ๑  ถึงที่  ๓  นำสืบว่า  เมื่อปี  ๒๕๑๓  จำเลยที่  ๑  ซื้อที่ดินมือเปล่าตั้งอยู่หมู่ที่  ๓  ตำบลเชิงทะเล  อำเภอถลาง  จังหวัดภูเก็ต  เนื้อที่ประมาณ  ๑๕  ไร่  จากนายจำรัส  กองทัพ  ตามสำเนาหนังสือสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย  ล.๑๖ 
ต่อมาปี  ๒๕๒๑  จำเลยที่  ๑  ขอออกเอกสารสิทธิในที่ดินดังกล่าว  เจ้าพนักงานที่ดินสอบสวนสิทธิและพิสูจน์การทำประโยชน์แล้วออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์  (น.ส.๓ก.)  เลขที่  ๑๓๔๗  ให้แก่จำเลยที่  ๑  ตามเอกสารหมาย  จ.๗  หลังจากนั้นโจทก์โต้แย้งคัดค้านและขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวอ้างว่าออกทับที่ดินของโจทก์ โจทก์และจำเลยที่  ๑  ตกลงกันตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย  จ.๘  โดยต้องไปทำการรังวัดตรวจสอบว่าการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์นั้นทับที่ดินของโจทก์หรือไม่ 
แต่ต่อมาอำเภอถลางแจ้งว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์  (น.ส. ๓ ก.)  เลขที่  ๑๓๔๗  ของจำเลยที่  ๑  ทับที่ราชพัสดุจึงไม่มีการดำเนินการตามที่ตกลงกับโจทก์ นอกจากที่ดินดังกล่าวแล้วจำเลยที่  ๑  ยังซื้อที่ดินในบริเวณที่ดินพิพาทจากบุคคลอื่น
เป็นจำนวนมากตามสำเนาสัญญาซื้อขายและโอนสิทธิครอบครองที่ดินเอกสารหมาย  ล.๑๘ ถึง  ล.๒๑  เมื่อปี  ๒๕๓๑  จำเลยที่  ๑  แบ่งแยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์  (น.ส. ๓ ก.)  เลขที่  ๑๓๔๗  เป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์  (น.ส. ๓ ก.)  เลขที่  ๑๔๙๕  เนื้อที่ประมาณ  ๕  ไร่  แล้วขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่  ๒  และที่  ๓  และจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์  (น.ส. ๓ ก.)  เลขที่  ๑๓๔๗  ส่วนที่เหลือไว้กับจำเลยที่  ๔  โจทก์ไม่เคยเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท
                        จำเลยที่  ๔  นำสืบว่า  ก่อนจดทะเบียนรับจำนองที่ดิน  จำเลยที่  ๔  ได้ตรวจสอบแล้วเป็นที่ดินของจำเลยที่  ๑  จริง  แต่จำเลยที่  ๔  ไม่ทราบว่ามีการพิพาทกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่  ๑  จำเลยที่  ๔  รับจำนองโดยสุจริต
                       พิเคราะห์แล้ว  ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า  จำเลยที่  ๑  มีชื่อเป็นผู้ครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์  (น.ส. ๓ ก.)  เลขที่  ๑๓๔๗ ตำบลเชิงทะเล  อำเภอถลาง  จังหวัดภูเก็ต  เนื้อที่  ๑๘  ไร่  ๒  งาน  ๒๐  ตารางวา 
โดยหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวออกเมื่อวันที่  ๑๖  พฤษภาคม  ๒๕๒๑ ต่อมาวันที่  ๒๐  ธันวาคม  ๒๕๓๑  จำเลยที่  ๑  แบ่งแยกที่ดินดังกล่าวเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์  (น.ส. ๓ ก.)  เลขที่  ๑๔๙๕  เป็นเนื้อที่  ๕  ไร่  ๒  งาน  ๒๑  ตารางวา 
ตามรายการจดทะเบียนในหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย  จ.๗  ครั้นวันที่ ๔  มกราคม  ๒๕๓๒  จำเลยที่  ๑  ขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์  (น.ส.๓ก.)  เลขที่  ๑๔๙๕  แก่จำเลยที่  ๒  และที่  ๓  ตามรายการจดทะเบียนในหนังสือรับรอง
การทำประโยชน์เอกสารหมาย  จ.๑๙  สำหรับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.)  เลขที่  ๑๓๔๗  ที่เหลืออีก  ๑๒  ไร่  ๓  งาน  ๙๙  ตารางวา  จำเลยที่  ๑ ได้จดทะเบียนจำนองไว้กับจำเลยที่  ๔  เมื่อวันที่  ๑๘  ธันวาคม  ๒๕๓๘  ตามรายการ
จดทะเบียนในหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย  จ.๗  ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นคู่ความขอให้ศาลสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินทำแผนที่พิพาท  เจ้าพนักงานที่ดินได้ทำแผนที่พิพาทส่งศาลตามเอกสารหมาย  จ.ล. ๑  ซึ่งระบุว่าที่ดินที่โจทก์อ้างว่าเป็นของโจทก์อยู่ภายในเส้นสีเหลือง  ที่ดินของจำเลยที่  ๑  ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์  (น.ส. ๓ ก.)  เลขที่  ๑๓๔๗  อยู่ภายในเส้นสีเขียว  ส่วนที่ดินของจำเลยที่  ๒  และที่  ๓  ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์  (น.ส. ๓ ก.)  เลขที่  ๑๔๙๕  อยู่ภายในเส้นสีม่วง  สำหรับที่ดินพิพาทคือส่วนที่ศาลชั้นต้นแรเงาด้วยเส้นดินสอในเส้นสีเขียวและเส้นสีม่วงในแผนที่พิพาท
                        ที่จำเลยที่  ๑  ถึงที่  ๓  ฎีกาว่า  โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนรับฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุ  ไม่ใช่ที่ดินของโจทก์  ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย  ศาลชั้นต้น
จึงชอบที่จะยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยได้นั้น  เห็นว่า  คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า  ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์  จำเลยที่  ๑  ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์  (น.ส. ๓ ก.)  เลขที่  ๑๓๔๗  ทับที่ดินของโจทก์เป็นเนื้อที่ประมาณ  ๑๐  ไร่  ต่อมาจำเลยที่  ๑  ได้แบ่งแยก
ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.)  เลขที่  ๑๔๙๕  เนื้อที่  ๕  ไร่  ๒  งาน  ๒๑  ตารางวา  แล้วขายแก่จำเลย ที่  ๒  และที่  ๓  จำเลยที่  ๑  ให้การต่อสู้ว่า  โจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาท  ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่  ๑  ส่วนจำเลยที่  ๒  และที่  ๓  ให้การต่อสู้ว่าได้ซื้อที่ดินจากจำเลยที่  ๑  โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน  ประเด็นข้อพิพาทจึงมีว่า  ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่  ดังที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้  ไม่มีประเด็นที่จะต้องพิจารณาว่า  ที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุหรือไม่  ข้อนำสืบของจำเลยที่  ๑  ถึงที่  ๓  ที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุ เป็นการนำสืบนอกประเด็น  ดังนั้น  ข้อเท็จจริงที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุหรือไม่จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากพยานนอกข้อต่อสู้ในคำให้การของจำเลยที่  ๑  ถึงที่  ๓ และนอกประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้  ศาลจะรับฟังมาวินิจฉัยเป็นข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง  มาตรา  ๑๔๒  (๕)  ไม่ได้  เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา  ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง  มาตรา  ๘๗  (๑)  คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค  ๘  ที่วินิจฉัยว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยไม่ชอบนั้น  ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา  ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่  ๑ 
ถึงที่  ๓  ฟังไม่ขึ้น
                        มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ต่อไปว่า  ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่  ปรากฏตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย  จ.ล. ๑  ว่า  ที่ดินพิพาทส่วนหนึ่งอยู่ในเขตที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์  (น.ส. ๓ ก.)  เลขที่  ๑๓๔๗ 
ของจำเลยที่  ๑  และอีกส่วนหนึ่งอยู่ในเขตที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.)  เลขที่  ๑๔๙๕  ของจำเลยที่  ๒  และที่  ๓  จำเลยที่  ๑  ถึงที่  ๓  ผู้มีชื่อในทะเบียนที่ดินจึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา  ๑๓๗๓  แต่ข้อสันนิษฐานดังกล่าวมิใช่ข้อสันนิษฐานโดยเด็ดขาด  หากโจทก์นำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวได้  ข้อสันนิษฐานตามกฎหมายก็ย่อมตกไป  ในปัญหานี้โจทก์มีนางนริศรา  นำชัยเจนกิจ  ผู้รับมอบอำนาจ
จากโจทก์มาเบิกความว่า  เมื่อปี  ๒๕๑๒  นายอุ่น  เอกวานิช  ซึ่งประกอบอาชีพทำเหมืองแร่ได้ให้สัญญาไว้แก่โจทก์ว่าจะยกที่ดินเนื้อที่ประมาณ  ๒๑  ไร่  ตั้งอยู่หมู่ที่  ๓ ตำบลเชิงทะเล  อำเภอถลาง  จังหวัดภูเก็ต  ให้แก่โจทก์เพื่อแลกกับการที่โจทก์ยอมให้
นายอุ่นขุดแร่ในที่ดินของโจทก์เนื้อที่ประมาณ  ๓  ไร่  และนายอุ่นสัญญาว่าจะให้เงินแก่โจทก์เพื่อสร้างเมรุเผาศพจำนวน  ๓๐,๐๐๐  บาท  ด้วย  ต่อมาปี  ๒๕๑๖  นายอุ่นขุดแร่ในที่ดินของโจทก์เสร็จแล้วจึงคืนที่ดิน  ๓  ไร่  แก่โจทก์  พร้อมทั้งยกที่ดินเนื้อที่ประมาณ  ๒๑  ไร่  ตามรูปแผนที่เอกสารหมาย  จ.๕  ให้แก่โจทก์  นายสำราญ  สระบัว และนายสุชิน  ตะเคียนทอง  พยานโจทก์เบิกความว่า  พยานทั้งสองรู้เห็นการที่นายอุ่นยกที่ดินให้โจทก์ดังกล่าวโดยกรรมการโจทก์ได้ไปรับมอบที่บ้านนายดุสิต  ลิ่มชูเชื้อ  กำนันตำบลเชิงทะเล  ในวันรับมอบที่ดินนายอุ่นได้มอบรูปแผนที่ตามเอกสารหมาย  จ.๕  ให้ด้วย และนายอุ่นได้ปักหลักปูนซีเมนต์เป็นแนวเขตไว้ประมาณ  ๒๐  จุด  ภายหลังรับมอบที่ดินแล้วโจทก์ได้ปลูกต้นมะม่วงหิมพานต์และต้นมะพร้าวไว้ในที่ดินดังกล่าวและปักหลักเขตเพิ่มเติมเนื่องจากหลักเขตบางส่วนถูกทำลาย  นายจงเต็ก  ธรรมประดิษฐ์  พยานโจทก์เบิกความว่า  พยานเป็นลูกจ้างของบริษัทเอกวานิช  จำกัด  ตั้งแต่อายุ  ๒๐  ปี  จนถึงขณะเบิกความเมื่อปี  ๒๕๔๒  บริษัทดังกล่าวมีนายอุ่นเป็นกรรมการผู้จัดการ  เกี่ยวกับคดีนี้นายอุ่นมอบให้พยานดำเนินการรังวัดที่ดินเพื่อส่งมอบให้แก่วัดโจทก์  พยานไปดูขณะที่นายสมชาย  ตันติปาลีพันธ์  ทำการรังวัดตามแผนที่เอกสารหมาย  จ.๕  โดยพยานเป็นผู้เขียนตัวเลขกำกับหมุดในแผนที่ดังกล่าว  ต่อมาพยานได้นำแผนที่เอกสารหมาย จ.๕  ไปมอบให้แก่วัดโจทก์โดยผ่านทางกำนัน  นายสมชายพยานโจทก์เบิกความว่า พยานเป็นลูกจ้างของนายอุ่นมาตั้งแต่ปี  ๒๕๑๖  จนถึงขณะเบิกความเมื่อปี  ๒๕๔๒ 
 พยานเคยได้รับคำสั่งจากนายจงเต็กให้ไปรังวัดที่ดินซึ่งนายจงเต็กชี้ให้รังวัด  เมื่อรังวัดแล้วใช้ไม้กลมตอกเป็นหมุดแสดงอาณาเขต  ต่อมาหลังจากรังวัดไม่เกิน  ๑  เดือน  นายอุ่นสั่งให้นำเสาคอนกรีตไปปักไว้แทนเสาไม้  รูปแผนที่ที่ดินที่พยานรังวัดปรากฏตามเอกสาร
หมาย  จ.๕  จำเลยที่  ๑  เบิกความว่า  จำเลยที่  ๑  ซื้อที่ดินจากนายจำรัส  กองทัพ เนื้อที่ประมาณ  ๑๕  ไร่  ตั้งอยู่หมู่ที่  ๓  ตำบลเชิงทะเล  อำเภอถลาง  จังหวัดภูเก็ต ทำสัญญาซื้อขายไว้เป็นหลักฐาน  แต่ต้นฉบับสูญหาย  จำเลยที่  ๑  ได้แจ้งความไว้ต่อเจ้าพนักงานตำรวจเป็นหลักฐานตามสำเนาสัญญาซื้อขายและรายงานประจำวันเอกสารหมาย  ล.๑๖  ล.๑๗  ต่อมาจำเลยที่  ๑  ได้ซื้อที่ดินติดกับที่ดินของนายจำรัสอีกหลายแปลง  รวมเป็นที่ดิน  ๓๓  แปลง  เนื้อที่ไม่น้อยกว่า  ๘๐  ไร่  ที่ดินพิพาท
เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินจำนวน  ๘๐  ไร่ดังกล่าว  ต่อมาปี  ๒๕๒๑  จำเลยที่  ๑  ได้ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์  (น.ส. ๓ ก.)  เลขที่  ๑๓๔๗  ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง  จังหวัดภูเก็ต  ตามแบบบันทึกการสอบสวนสิทธิและพิสูจน์การทำประโยชน์
เพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์  (น.ส. ๓ ก.)  โดยใช้รูปถ่ายทางอากาศและหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย  จ.๖  และ  จ.๗  นายมานิตย์  พันธ์ฉลาด พยานจำเลยที่  ๑  ถึงที่  ๓  เบิกความว่า  เดิมที่ดินพิพาทเป็นของนายโหมด  ต่อมา
ตกได้แก่นายสาด  และต่อมาตกได้แก่นายจำรัสบุตรนายสาด  นอกจากนี้ยังมีชาวบ้านเข้าไปจับจองอีกหลายคน  ต่อมานายสาด  นายจำรัส  และชาวบ้านขายที่ดินให้แก่จำเลยที่  ๑  เห็นว่า  ในปัญหาว่านายอุ่นยกที่ดินให้โจทก์จริงหรือไม่นั้น  พยานบุคคล
ของโจทก์เบิกความสอดคล้องต้องกัน  พยานโจทก์ดังกล่าวล้วนไม่มีส่วนได้เสียกับที่ดินพิพาท  คำเบิกความจึงน่าเชื่อถือ  นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับเอกสารหมาย  ล.๒ ซึ่งทำขึ้นเมื่อวันที่  ๒๕  กุมภาพันธ์  ๒๕๑๒  ระบุว่า  นายอุ่นสัญญาจะยกที่ดินให้แก่โจทก์เนื้อที่ไม่ต่ำกว่า  ๑๕  ไร่  ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่านายอุ่นได้ยกที่ดินให้แก่โจทก์จริง  ที่จำเลยทั้งสี่ฎีกาว่า  พยานโจทก์ไม่สามารถยืนยันได้ว่าที่ดินที่นายอุ่นยกให้โจทก์อยู่ตรงบริเวณใดนั้น  เมื่อพิจารณาแผนที่พิพาทเอกสารหมาย  จ.ล.๑ เปรียบเทียบกับแผนที่เอกสารหมาย  จ.๕  ซึ่งเป็นรูปแผนที่ของที่ดินที่นายอุ่นยกให้โจทก์ และแผนที่ตามเอกสารหมาย  ล.๑๑  ที่จำเลยที่  ๑  ให้นายพิศิษฐ์ศักดิ์  สาเหล่  ทำขึ้นแสดงบริเวณที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยแล้วจะเห็นได้ว่ามีรูปที่ดินใกล้เคียงกัน ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่านายอุ่นยกที่ดินตามแผนที่เอกสารหมาย  จ.๕  ซึ่งรวมถึงที่ดิน พิพาทตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย  จ.ล.๑  ด้วยให้แก่โจทก์  พยานหลักฐานฝ่ายจำเลย
ที่จำเลยที่  ๑  นำสืบว่าซื้อที่ดินพิพาทมาจากนายจำรัสเมื่อปี  ๒๕๑๓  ตามสำเนาสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย  ล.๑๖  โดยต้นฉบับสัญญาสูญหายจำเลยที่  ๑  ได้แจ้งความไว้ต่อเจ้าพนักงานตำรวจเป็นหลักฐานตามเอกสารหมาย  ล.๑๗  นั้น  ไม่ปรากฏว่าได้มีการระบุถึงเอกสารหมาย  ล.๑๖  ไว้ในเอกสารหมาย  ล.๑๗  แต่อย่างใด  แม้จำเลยที่  ๑  จะมีมานิตย์อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่  ๕  ตำบลเชิงทะเล  ตั้งแต่ปี  ๒๕๒๑  ถึงปี  ๒๕๓๘ มาเบิกความว่า  นายจำรัสขายที่ดินให้แก่จำเลยที่  ๑  มานานกว่า  ๑๐  ปีแล้ว  แต่พยานก็เบิกความต่อไปว่า  พยานทราบภายหลังจากการที่พยานตรวจดูเอกสารที่จำเลยที่  ๑  ยื่นขอสอบสวนสิทธิ  ดังนี้  ข้ออ้างของจำเลยที่  ๑  ที่ว่าได้ที่ดินพิพาทโดยซื้อมาจากนายจำรัสตั้งแต่ปี  ๒๕๑๓  จึงมีแต่คำเบิกความของจำเลยที่  ๑  เพียงปากเดียวลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน  นอกจากนี้โจทก์และจำเลยที่  ๑  นำสืบรับกันว่า  หลังจากจำเลยที่  ๑  ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์  (น.ส. ๓ ก.)  เลขที่  ๑๓๔๗  ตามเอกสารหมาย จ.๗  แล้ว  โจทก์ร้องเรียนต่อทางราชการว่าจำเลยที่  ๑  ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวทับที่ดินของโจทก์  ทั้งสองฝ่ายจึงได้ทำบันทึกข้อตกลงกันต่อหน้านายอำเภอถลางเมื่อวันที่  ๔  กรกฎาคม  ๒๕๒๑  ตามเอกสารหมาย  จ.๘  โดยข้อความในเอกสารดังกล่าวข้อ  ๑  ระบุว่า  ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์  (น.ส. ๓ ก.)  เลขที่  ๑๓๔๗  ตำบลเชิงทะเล  ซึ่งได้นำเจ้าหน้าที่รังวัดสอบสวนสิทธิ  ตลอดจนรับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ไปแล้ว  แต่โจทก์อ้างว่าทับที่ดินของโจทก์ส่วนหนึ่งนั้น  จำเลยที่  ๑  ยอมตกลงแบ่งที่ดินแปลงนี้ให้แก่โจทก์ตามที่ตกลงกันโดยไม่มีเงื่อนไขแต่ประการใด  และข้อ  ๒  ระบุว่า  นายสัมฤทธิ์  สระบัว  ไวยาวัจกรของโจทก์ยอมตกลงรับที่ดินส่วนที่แบ่งออกมาจากข้อ  ๑  ตามอาณาเขตซึ่งจำเลยที่  ๑  กับโจทก์จะไปรังวัดตรวจสอบทำแผนที่ให้เป็นการละเอียดและแน่นอนต่อไป  ดังนี้ย่อมเป็นการแสดงโดยชัดแจ้งแล้วว่าจำเลยที่  ๑  ยอมรับว่าออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์  (น.ส. ๓ ก.)  เลขที่  ๑๓๔๗  ทับที่ดินของโจทก์  เพียงแต่ยังไม่ทราบจำนวนเนื้อที่แน่นอนว่าทับกันเป็นจำนวนเท่าใด  โดยจะต้องรังวัดให้เป็นที่ชัดเจนแน่นอนแล้วจำเลยที่  ๑  จะแบ่งให้โจทก์  หาใช่ยังไม่แน่นอนว่าทับกันหรือไม่ดังที่จำเลยที่  ๑  กล่าวอ้างไม่  พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสี่  และสามารถหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายได้  ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า  ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์โดยนายอุ่นยกให้ตั้งแต่ปี  ๒๕๑๖  ที่จำเลยที่  ๑  ถึงที่  ๓  ฎีกาว่า  โจทก์ไม่เคยใช้ที่ดินพิพาททำพิธีทางศาสนาและไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นที่ธรณีสงฆ์ของโจทก์นั้น  เห็นว่า  ที่ดินพิพาทเป็นสมบัติของโจทก์ประเภทที่ธรณีสงฆ์  โจทก์จึงอาจใช้ทำประโยชน์อย่างอื่นที่ไม่ใช่ทำพิธีทางศาสนาได้  และเมื่อโจทก์ได้รับยกให้ซึ่งที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์แล้วแม้จะไม่ได้ขึ้นทะเบียนก็ไม่ทำให้ไม่เป็นที่ธรณีสงฆ์ดังที่จำเลยที่  ๑  ถึงที่  ๓  ฎีกา  ที่จำเลยที่  ๑  ถึงที่  ๓  ฎีกาว่า  โจทก์สละการครอบครองไม่ยึดถือที่ดินพิพาทต่อไป  การครอบครองของโจทก์สิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา  ๑๓๗๗  วรรคหนึ่ง  นั้น  ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ได้ปลูก
ต้นมะม่วงหิมพานต์และต้นมะพร้าว  รวมทั้งได้ปักเสาปูนซิเมนต์แสดงอาณาเขต  แสดงว่า
โจทก์ได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทแล้ว  การที่ต่อมาจำเลยที่  ๑  เข้าแย่งการครอบครอง
จะถือว่าโจทก์สละการครอบครองหาได้ไม่  ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่  ๑  ถึงที่  ๓  ฟังไม่ขึ้น 
ที่จำเลยที่  ๑  ถึงที่  ๓  ฎีกาว่า  โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดเกิน  ๑๐  ปี  นับแต่วันทำละเมิดโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายนั้น  เห็นว่า  จำเลยที่  ๑  ถึงที่  ๓  ไม่ได้ให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์ในส่วนที่เรียกค่าเสียหายขาดอายุความ  ฎีกาข้อนี้จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค  ๘  ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง  มาตรา  ๒๔๙  วรรคหนึ่ง  ฎีกานอกจากนี้ของจำเลยที่  ๑  ถึงที่  ๓  ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง
                        มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่  ๔  ต่อไปว่า  โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจำนองระหว่างจำเลยที่  ๑  กับจำเลยที่  ๔  หรือไม่  โดยจำเลยที่  ๔ ฎีกาว่า  จำเลยรับจำนองโดยสุจริตไม่รู้เห็นกรณีพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่  ๑ 
ก่อนรับจำนอง  เห็นว่า  เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่  ๑  ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์  (น.ส. ๓ ก.)  เลขที่  ๑๓๔๗  ทับที่ดินของโจทก์โดยไม่ชอบ  จำเลยที่  ๑  ก็ไม่มีสิทธินำที่ดินของโจทก์ไปจำนองไว้กับจำเลยที่  ๔  ดังนั้น  แม้จำเลยที่  ๔  จะรับจำนองโดย
สุจริต  โจทก์ก็มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวส่วนที่ทับที่ดินของโจทก์  รวมทั้งนิติกรรมจำนองระหว่างจำเลยที่  ๑  กับจำเลยที่  ๔  ได้ ฎีกาของจำเลยที่  ๔  ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน
                        พิพากษายืน  ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.

นายชินวิทย์  จินดา  แต้มแก้ว
นายพีรพล  พิชยวัฒน์
นายพิสิฐ  ฐิติภัค