วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2558

บทสวดชัยปริตร (มหากา) พร้อมคำแปล



บทสวดชัยปริตร (มหากา) พร้อมคำแปล

                                                                                  
มะหาการุณิโก นาโถ    หิตายะ สัพพะปาณินัง
ปูเรตะวา ปาระมี สัพพา     ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ     โหตุ เม(1) ชะยะมังคะลัง

  ชะยันโตโพธิยา มูเล     สักกะยานัง นันทิ วัฑฒะโน
เอวัง อะหัง วิชะโย โหมิ    ชะยามิชะยะมังคะเล
อะปะราชิตะ ปัลลังเก       สีเส ปะฐะวิโปกขะเร
อะภิเสเก สัพพะพุทธานัง อัคคัปปัตโต ปะโมทะ ติ

  สุนักขัตตัง สุมังคะลัง    สุปะภาตัง สุหุฏ ฐิตัง
สุขะโณ สุมุหุตโต จะ       สุยิฏฐัง พรัหมะ(2)จาริสุ
ปะทักขิณัง กายะกัมมัง     วาจากัมมัง ปะทักขิณัง
ปะทักขิณัง มะโนกัมมัง     ปะณิธีเม(1) ปะทักขิณา
ปะ ทักขิณา นิ กัตตะวานะ    ละภันตัตเถ ปะทักขิเณ.

ถ้าสวดให้คนอื่น
* เปลี่ยน  อะหัง วิชะโย โหมิ ชะยามิ    เป็น  ตะวัง วิชะโย โหหิ ชะยัสสุ
 1 เปลี่ยน เม เป็น เต
 2 อ่านว่า พรัมมะ


คำแปล
พระพุทธเจ้าผู้ทรงมีพระมหากรุณา เป็นนาถะของสัตว์ทรงบำเพ็ญบารมีทั้งปวง เพื่อเกื้อกูลแก่มวลสัตว์ทั้งหลาย ทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณอันสูงสุดด้วยสัจวาจา ภาษิตนี้ ขอชัยมงคลทั้งหลายจงมีแด่ท่านเถิด
ขอท่านจงมีชัยชะในชัยมงคลพิธีเหมือนพระจอมมุนี ผู้เพิ่มพูนความยินดีแก่ชาวศากยะทั้งหลาย ทรงชำนะมาร ณ โคนโพธิ์พฤกษ์ ทรงถือความเป็นผู้เลิศบรรเทิง อยู่บนอปราชิตบังลังก์เหนือพื้นปฐพี อันเป็นที่แรกเกิดแห่งดอกบัว เป็นจอมดินซึ่งเป็นที่ิิิอภิเษกแห่งพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ฉะนั้นเถิด
กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันสุจริต เป็นฤกษ์ดี มงคลดี แข็งดี รุ่งดีขณะดี ครู่ดี และเป็นการบูชาดี ในท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ทั้งหลาย คนทำกรรมที่สุจริตย่อมได้ผลเจริญดี

คัดมาจากเว็บไซต์ http://minishare.weebly.com/


บทสวดพุทธชัยมงคลคาถา (พาหุง) พร้อมคำแปล


บทสวดพุทธชัยมงคลคาถา (พาหุง) พร้อมคำแปล

พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง
ครีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง 
ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท 
ตันเตชะสา ภะวะตุ *เม ชะยะมังคะลานิ

มาราติเร กะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง
โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะมะถัทธะยักขัง
ขันตีสุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ *เม ชะยะมังคะลานิ

นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง
ทาวัคคิจักกะมะสะนีวะ สุทารุณันตัง
เมตตัมพุเสกะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ *เม ชะยะมังคะลานิ

อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะสุทารุณันตัง
ธาวันติโยชะนะปะถังคุลิมาละวันตัง
อิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ *เม ชะยะมังคะลานิ

กัตตะวานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา
จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะยะกายะมัชเฌ
สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ *เม ชะยะมังคะลานิ

สัจจัง วิหายะ มะติสัจจะกาวาทะเกตุง
วาทาภิโรปิตะมะนัง อะติอันธะภูตัง
ปัญญาปะทีปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท 
ตันเตชะสา ภะวะตุ *เม ชะยะมังคะลานิ

นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง
ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต
อิทธูปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ *เม ชะยะมังคะลานิ

ทุคคาหะทิฏฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง
พรัหมัง วิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง
ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ *เม ชะยะมังคะลานิ

เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฉฐะคาถา โย วาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที
หิตวานะเนกะวิวิธานิ จุปัททะวานิ
โมกขัง สุขัง อะธิคะเมยยะ นะโร สะปัญโญ

*ถ้าใช้สวดบทนี้ให้กับตัวเราเองให้ใช้คำว่า เมแทน เตซึ่งหมายถึงผู้อื่นทั่วไป


คำแปล


พระจอมมุนี ได้ชนะพญามารผู้นิรมิตแขนมากตั้งพัน ถืออาวุธครบมือ ขี่  คชสารครีเมขละ พร้อมด้วยเสนามารโห่ร้องก้องกึก ด้วยธรรมวิธีทานบารมี เป็นต้น ขอชัยมงคลทั้งหลาย จงมีแก่ท่าน ด้วยเดชแห่งพระพุทธชัยมงคลนั้น

พระจอมมุนี ได้ชนะอาฬวกยักษ์ผู้มีจิตกระด้าง ปราศจากความอดทน มีฤทธิ์พิลึกยิ่งกว่าพญามาร เข้ามาต่อสู้ยิ่งนักจนตลอดรุ่ง ด้วยวิธีทรมานเป็นอันดี คือพระขันตี ขอชัยมงคลทั้งหลาย จงมีแก่ท่าน ด้วยเดชแห่งพระพุทธชัยมงคลนั้น

พระจอมมุนี ได้ชนะช้างตัวประเสริฐชื่อนาฬาคิรี เป็นช้างเมายิ่งนักแสนที่จะทารุณ ประดุจไฟป่า และ   จักราวุธ และสายฟ้า ด้วยวิธีรดลงด้วยน้ำ คือ พระเมตตา ขอชัยมงคลทั้งหลาย จงมีแก่ท่าน ด้วยเดชแห่งพระพุทธชัยมงคลนั้น

พระจอมมุนี มีพระหฤทัยไปในที่จะกระทำอิทธิ ปาฎิหาริย์ได้ ชนะโจรชื่อองคุลิมาล (ผู้มีพวงคือนิ้วมือมนุษย์) แสนร้ายกาจ มีฝีมือถือดาบวิ่งไล่พระองค์ไปสิ้นทาง ๓ โยชน์ ขอชัยมงคลทั้งหลาย จงมีแก่ท่าน ด้วยเดชแห่งพระพุทธชัยมงคลนั้น

พระจอมมุนี ได้ชนะความกล่าวร้ายของนางจิญจมาณวิกา ผู้ทำอาการประหนึ่งว่ามีครรภ์ เพราะทำไม้มีสัณฐานอันกลม ให้เป็นประดุจมีท้อง ด้วยวิธีสมาธิอันงาม คือความระงับพระหฤทัยในท่ามกลางหมู่ชน ขอชัยมงคลทั้งหลาย จงมีแก่ท่าน ด้วยเดชแห่งพระพุทธชัยมงคลนั้น


พระจอมมุนี รุ่งเรืองแล้วด้วยประทีป คือปัญญา ได้ชนะสัจจกนิครนถ์ ผู้มีอัชฌาสัยในที่จะสละเสียซึ่งความสัตย์ มีใจในที่จะยกถ้อยคำของตนให้สูงดุจยกธง เป็นผู้มืดมนยิ่งนัก ด้วยเทศนาญาณวิธี คือรู้อัชฌาสัยแล้วตรัสเทศนา ขอชัยมงคลทั้งหลาย จงมีแก่ท่าน ด้วยเดชแห่งพระพุทธชัยมงคลนั้น

พระจอมมุนี โปรดให้พระโมคคัลลานเถระพุทธ-ชิโนรสนิรมิตกายเป็นนาคราช ไปทรมานพญานาคราช ชื่อนันโทปนันทะ ผู้มีความรู้ผิด มีฤทธิ์มาก ด้วยวิธีการอันให้อุปเท่ส์แห่งฤทธิ์แก่พระเถระ ขอชัยมงคลทั้งหลาย จงมีแก่ท่าน ด้วยเดชแห่งพระพุทธชัยมงคลนั้น

พระจอมมุนี ได้ชนะพรหมผู้มีนามว่า ท้าวพกา ผู้มีฤทธิ์ มีอันสำคัญตนว่าเป็นผู้รุ่งเรืองด้วยคุณอันบริสุทธิ์ มีมืออันท้าวภุชงค์คือทิฎฐิที่ตนถือผิด รัดรึงไว้แน่นแฟ้นแล้ว ด้วยวิธีวางยาอันพิเศษ คือเทศนา-ญาณ ขอชัยมงคลทั้งหลาย จงมีแก่ท่าน ด้วยเดชแห่งพระพุทธชัยมงคลนั้น

นรชนใดมีปัญญา ไม่เกียจคร้านสวดก็ดี ระลึกก็ดี ซึ่งพระพุทธชัยมงคล ๘ คาถา แม้เหล่านี้ทุกๆวัน นรชนนั้นจะพึงละเสียได้ซึ่งอุปัทวันตรายทั้งหลาย มีประการต่างๆเป็นอเนก ถึงซึ่งวิโมกขสิวาลัย อันเป็นบรมสุขแล


คัดมาจากเว็บไซต์ http://minishare.weebly.com/

วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2558

การบรรยายเรื่อง “ความรับผิดทางอาญาของรัฐมนตรีและประธานาธิบดี”

การบรรยายเรื่อง  “ความรับผิดทางอาญาของรัฐมนตรีและประธานาธิบดี”
โดย Professor Dominique Rousseau ศาสตราจารย์วิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ มหาวิทยาลัยปารีส1ปองเตอง-ซอร์บอน
ผู้บรรยายมีความยินดีที่ได้มาบรรยายในหัวข้อความรับผิดของผู้ปกครอง โดยเฉพาะรัฐมนตรี และประธานาธิบดี
          ความรับผิดของนักการเมืองในกฎหมายรัฐธรรมนูญมีความสำคัญมาก โดยมีเหตุผลสำคัญ ๒ ประการ
          ประการแรก คือ ความสัมพันธ์ระหว่างการตัดสินใจและความรับผิด ผู้ที่ต้องตัดสินใจทางการเมืองที่จะต้องผูกพันรัฐ ก็จะต้องมีความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจนั้น ความรับผิดชอบก็คือการตอบสนองต่อสิ่งที่ตนเองได้ตัดสินใจ การตัดสินใจทุกอย่างต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบ โดยความรับผิดผู้ที่ต้องตอบคำถามก็คือผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจนั้นเอง เพื่อให้เกิดดุลยภาพของระบบทางรัฐธรรมนูญ การตัดสินใจต้องควบคู่ไปกับความรับผิดเสมอ เมื่อมีความรับผิดจะทำให้เกิดดุลยภาพขึ้น
          ประการที่สอง ความสำคัญของความรับผิดของผู้ที่ตัดสินใจทางการเมืองซึ่งเป็นหลักที่รองรับไว้โดยรัฐธรรมนูญ โดยหลักการแรกคือ หลักการแบ่งแยกอำนาจ หลักประการที่สอง คือ หลักการให้ความคุ้มครองแก่ผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจทางการเมือง
          หลักการดังกล่าวมีขึ้นเพื่อเป็นหลักประกันแก่ผู้มีอำนาจตัดสินใจทางการเมือง คือผู้ปกครองนั่นเอง
ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีหรือประธานาธิบดี เพื่อป้องกันมิให้เกิดการร้องเรียนหรือการดำเนินคดีที่มีมากเกินไป เพราะรัฐมนตรีและประธานาธิบดีมักจะตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีที่มีมากเกินไปโดยไม่สมเหตุผล จึงต้องมีหลักการนี้เพื่อปกป้องการทำงานของผู้ปกครอง
          อย่างไรก็ตาม มีหลักสำคัญประการที่สองที่มีความสำคัญไม่น้อยกว่าหลักการแรกคือ หลักความเสมอภาคของบุคคลตามกฎหมาย หลักการนี้ก็ทำให้เกิดผลที่ว่าพลเมืองทุกคน ไม่ว่าจะมีอาชีพอะไร ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรี อาจารย์มหาวิทยาลัย ทนายความ คนขับรถ ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์และหลักความยุติธรรมเดียวกัน
          ตามมาตรา ๖ ของปฏิญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและพลเมือง ปี ๑๗๘๙ บัญญัติว่ากฎหมายต้องบังคับใช้เหมือนกันสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะมีขึ้นเพื่อคุ้มครองหรือเพื่อลงโทษ
          ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างหลักการทั้งสองประการคือ หลักการความคุ้มครองที่จำเป็นสำหรับผู้ปกครองและหลักการความเสมอภาคของทุกคนต่อหน้ากฎหมาย ทำให้เกิดความยุ่งยากและซับซ้อนในการที่จะคิดระบบทางรัฐธรรมนูญขึ้นมาเพื่อให้เกิดความรับผิดของผู้ปกครอง หลักการแรกทำให้ผู้ปกครองมีสิทธิประโยชน์มากกว่าปกติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องศาลหรือเรื่องความคุ้มครองระหว่างอยู่ในตำแหน่งหน้าที่ กล่าวคือทำให้ผู้ปกครองไม่ถูกพิจารณาพิพากษาโดยผู้พิพากษาในกรณีคดีปกติ ไม่ถูกตัดสินโดยกระบวนวิธีพิจารณาแบบเดียวกันและไม่ถูกลงโทษแบบเดียวกัน ดังนั้นสิทธิประโยชน์ที่ผู้ปกครองได้ตามหลักการประการแรกจึงขัดแย้งกับหลักการประการที่สอง คือหลักความเสมอภาค ถ้าเราพิจารณาพิพากษาคดีของผู้ปกครองในแบบเดียวกับประชาชน เท่ากับเราไม่ถือหลักการประการแรก คือหลักความคุ้มครองแก่ผู้ปกครอง ดังนั้น หน้าที่ความรับผิดชอบของนักกฎหมายคือค้นหาดุลยภาพระหว่างหลักการทั้งสองประการนี้ คือไม่ให้หลักการให้ความคุ้มครองแก่ผู้ปกครองไม่ขัดแย้งกับหลักความเสมอภาค จึงเห็นได้ชัดว่าดุลยภาพนี้ยากที่จะค้นหา ดังนั้น ระบบที่จะหาความรับผิดของผู้ปกครองจึงมีการถกเถียงกันอยู่เสมอ ในฝรั่งเศสมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญหลายครั้ง เพื่อค้นหาดุลยภาพนี้ให้ออกมาดีที่สุด
สถานะปัจจุบันของกฎหมายที่เกี่ยวกับความรับผิดชอบของรัฐมนตรีและประธานาธิบดี
ความรับผิดของรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรี มีความรับผิดหลายประเภท คือ
๑. ความรับผิดทางการเมือง บัญญัติในมาตรา ๔๙ และมาตรา ๕๑ ของรัฐธรรมนูญ มีเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรลงโทษรัฐบาลในกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่เห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาล เนื่องจากรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภาเมื่อมีการลงมติเกิดขึ้นตามมาตรา ๕๑ ก็จะมีบทบังคับให้รัฐบาลต้องออกจากตำแหน่ง
ทุกวันนี้ความรับผิดทางการเมืองเป็นไปในแนวทางเดียวกับความรับผิดทางอาญา ยกตัวอย่างเช่น
ในสหราชอาณาจักรหรือฝรั่งเศส ความรับผิดของรัฐมนตรีมักจะเริ่มต้นด้วยความรับผิดทางอาญาก่อน หลังจากนั้นจะมีความรับผิดทางการเมืองเกิดขึ้นตามมา ในยุคเริ่มแรกของการปกครองในระบอบรัฐสภา เกิดความสับสนผสมกันระหว่างความรับผิดทางอาญา และความรับผิดทางการเมือง
๒. ความรับผิดทางอาญา ในฝรั่งเศสความรับผิดทางอาญาถูกบัญญัติตามมาตรา ๖๘ ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งกำหนดให้มีวิธีพิจารณาแตกต่างจากวิธีพิจารณาความในกฎหมายทั่วไป เป็นบทบัญญัติว่าด้วยความรับผิดที่รัฐมนตรีได้กระทำขึ้นในขณะดำรงตำแหน่งหน้าที่อยู่ เป็นวิธีพิจารณาความพิเศษที่แตกต่างจากกฎหมายทั่วไป ได้กำหนดรายละเอียดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมในปี ๑๙๙๓ การแก้ไขเพิ่มเติมในครั้งนี้เกิดจากปัญหาในคดีที่มีชื่อว่า “เลือดที่มีการปนเปื้อน” (French’s Infected blood scandal) กล่าวคือมีการบริจาค/ขายเลือดของนักโทษในคุกซึ่งเป็นเลือดที่มีเชื้อ HIV หรือเลือดของผู้ป่วยโรคมะเร็งปนเปื้อนอยู่ด้วย จึงเกิดคำถามว่ารัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข และนายกรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบในกรณีนี้หรือไม่ โดยเฉพาะความผิดทางอาญาที่ไม่ควบคุมการเก็บเลือดและวิธีการบริจาคเลือดให้ถูกต้อง
ระบบที่ว่าด้วยความรับผิดของรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรี ถูกบัญญัติในมาตรา ๖๘ ของรัฐธรรมนูญ กำหนดว่ารัฐมนตรีจะต้องรับผิดทางอาญาไม่ใช่ในศาลปกติ แต่เป็นศาลพิเศษที่เรียกว่า “ศาลยุติธรรมแห่งสาธารณรัฐ” โดยศาลดังกล่าวประกอบไปด้วยผู้พิพากษาจำนวน ๑๕ ท่าน ซึ่งผู้บรรยายเห็นว่าเป็นปัญหา เนื่องจากมีผู้พิพากษาจำนวน ๑๒ ท่าน ถูกเลือกจากสมาชิกรัฐสภา โดยผู้เลือกสรรก็เป็นสมาชิกรัฐสภาด้วยกันเอง ส่วนที่เหลืออีก ๓ ท่าน เป็นผู้พิพากษาจากศาลฎีกา ศาลยุติธรรมแห่งสาธารณรัฐจึงมีสถานะพิเศษอยู่ ซึ่งไม่อาจแน่ใจว่าเป็นศาลที่แท้จริงหรือเป็นศาลทางการเมือง เพราะองค์ประกอบของศาลนั้นมีทั้งสมาชิกรัฐสภาและผู้พิพากษารวมกันอยู่ และจะเห็นได้ว่าสมาชิกรัฐสภามีจำนวนมากกว่าผู้พิพากษาถึง ๑๒ ต่อ ๓
มาตรา ๖๘ บัญญัติเพิ่มเติมอีกว่าประธานของศาลยุติธรรมแห่งสาธารณรัฐจะต้องเลือกจากผู้พิพากษาอาชีพจำนวน ๓ คน
          ผู้บรรยายได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับประธานศาลยุติธรรมแห่งสาธารณรัฐที่ได้ก่อตั้งขึ้นเป็นครั้งแรก โดยได้รับการบอกกล่าวว่าเป็นงานที่ยากจนแทบเป็นไปไม่ได้ แม้ว่าประธานจะเป็นผู้พิพากษาอาชีพ แต่เนื่องจากมีจำนวนน้อยกว่าสมาชิกรัฐสภาก็อยู่ในสถานะที่น่าอึดอัดใจ ดังนั้นสมาชิกของรัฐบาลก็จะต้องถูกพิพากษาในลักษณะนี้ ซึ่งผู้บรรยายเห็นว่าควรจะต้องมีการตั้งคำถามต่อสถานะของศาลดังกล่าว
          วิธีพิจารณาคดีในศาลยุติธรรมแห่งสาธารณรัฐ

          ๑. ผู้ที่มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาล คือใครก็ตามที่คิดว่าตนได้รับผลกระทบจากการกระทำความผิดทางอาญาของรัฐมนตรี เช่นในคดี “เลือดที่มีการปนเปื้อน” นั้น ผู้ยื่นคำร้องคือบิดาของเหยื่อรายหนึ่ง ผู้บรรยายมีข้อสังเกตว่า ผู้ใดก็ตามที่สามารถยื่นคำร้องได้ต้องเป็นกรณีที่การกระทำความผิดของรัฐมนตรีได้เกิดขึ้นในระหว่างดำรงตำแหน่งหน้าที่ การจะให้นิยามว่าอย่างไรจึงจะเป็นความผิดทางอาญานั้นให้พิจารณาตามกฎหมายอาญา เพราะฉะนั้นการกระทำความผิดตามกฎหมายอาญาของรัฐมนตรีจึงเป็นฐานความผิดกรณีเดียวกับคนทั่วไป ดังนั้นศาลยุติธรรมแห่งสาธารณรัฐจะต้องพิพากษาความผิดต่างๆให้เป็นไปตามฐานความผิดที่ได้นิยามไว้ในประมวลกฎหมายอาญา ไม่สามารถที่จะคิดค้นฐานความผิดใหม่ขึ้นมาแทนได้
          ๒. คำร้องนั้น จะถูกพิจารณาในขั้นแรกโดยคณะกรรมการที่ประกอบไปด้วยผู้พิพากษาศาลฎีกาจำนวน ๓ คน ผู้พิพากษาศาลปกครองสูงสุดจำนวน ๒ คน และผู้พิพากษาจากศาลบัญชีจำนวน ๒ คน คณะกรรมการนี้มีหน้าที่ในการตรวจดูว่าคำร้องมีความน่าเชื่อถือหรือมีความหนักแน่นหรือไม่ เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการคัดกรองคำร้องก่อนที่จะมีคำพิพากษา คณะกรรมการดังกล่าวจะให้ความเห็นว่าจะดำเนินคดีในศาลยุติธรรมแห่งสาธารณรัฐได้หรือไม่ โดยจะยื่นความเห็นต่ออัยการสูงสุด
          ๓. อัยการสูงสุดจะเป็นผู้พิจารณาโดยอาศัยความเห็นของคณะกรรมการว่าจะต้องมีการยื่นคำร้องต่อศาลยุติธรรมแห่งสาธารณรัฐหรือไม่ เมื่อคำร้องไปถึงศาลยุติธรรมแห่งสาธารณรัฐจะมีการตั้งคณะไต่สวนอันประกอบไปด้วยผู้พิพากษาศาลฎีกาจำนวน ๓ คน เพื่อตัดสินใจว่าจะมีการดำเนินคดีต่อไปหรือไม่ หากมีการดำเนินคดีต่อไป ก็จะมีการพิจารณาพิพากษาโดยศาลยุติธรรมแห่งสาธารณรัฐ
          กล่าวโดยสรุปจะแบ่งออกเป็น ๓ ขั้นตอน ดังนี้
          (๑) การพิจารณาว่าคำร้องนั้นมีความน่าชื่อถือหรือไม่
          (๒) การไต่สวนคำร้อง
          (๓) การพิพากษา
          โดยสองขั้นตอนแรกจะดำเนินการโดยผู้พิพากษาอาชีพ ส่วนขั้นตอนการพิพากษาจะดำเนินการโดยคณะผู้พิพากษาที่มีนักการเมืองเป็นเสียงข้างมาก
          จากวิธีพิจารณานี้จะเห็นได้ว่าทำให้เกิดดุลยภาพระหว่างสองหลักการคือ หลักความคุ้มครองที่จำเป็นสำหรับผู้ปกครอง คือการจัดให้มีคณะกรรมการคัดกรองคำร้อง และหลักความเสมอภาคที่กำหนดให้ผู้ปกครองจะต้องถูกดำเนินคดีตามฐานความผิดเดียวกับคนทั่วไป
          ศาลยุติธรรมแห่งสาธารณรัฐที่จัดตั้งขึ้นในปี ๑๙๙๓ นั้นได้มีการพิจารณาคดีไปแล้วหลายครั้ง เช่น ในปี ๑๙๙๙ เป็นครั้งแรกที่มีการดำเนินคดีในศาลนี้โดยเป็นคดีที่เกี่ยวกับเรื่อง “เลือดที่มีการปนเปื้อน” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้นเป็นผู้ถูกดำเนินคดี ซึ่งในที่สุดศาลยุติธรรมแห่งสาธารณรัฐมีคำพิพากษาไม่ดำเนินคดีต่อนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีดังกล่าว อย่างไรก็ตามแม้ว่าศาลจะพิพากษาให้ลงโทษโดยหลักการต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แต่ศาลเห็นว่ารัฐมนตรีคนดังกล่าวไม่ต้องรับโทษ เนื่องจากไม่ได้ถูกคุ้มครองโดยการสันนิษฐานว่าไม่มีความผิด คำพิพากษาดังกล่าวทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่เห็นด้วยต่อคำตัดสิน แม้ศาลจะพิพากษาให้ลงโทษรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แต่ไม่ต้องรับโทษนั้น แสดงให้เห็นว่ามีปัญหาเกี่ยวกับองค์ประกอบของศาลที่มีนักการเมืองเป็นจำนวนมาก
          แนวคิดที่ว่าศาลจำเป็นต้องลงโทษรัฐมนตรีผู้นี้ แต่ด้วยเหตุผลทางการเมืองและองค์ประกอบของศาลที่เป็นนักการเมืองจำนวนมากทำให้ไม่ต้องรับโทษ จากกรณีดังกล่าวนี้ นักวิชาการผู้เริ่มแนวคิดที่จะให้มีศาลยุติธรรมแห่งสาธารณรัฐและเสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้มีการจัดตั้งศาลยุติธรรมแห่งสาธารณรัฐ ได้ลงบทความในหนังสือพิมพ์กล่าวว่าตนได้ทำผิดพลาดไป เนื่องจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนั้นไม่ใช่การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ดี เพราะทำให้เกิดศาลที่มีองค์ประกอบกึ่งตุลาการกึ่งการเมืองขึ้นมา แม้จะมีคำวิจารณ์ดังกล่าว ศาลยุติธรรมแห่งสาธารณรัฐ ก็ยังคงมีอยู่จนทุกวันนี้
          อีกคดีหนึ่งเกิดขึ้นในปี ๒๐๐๐ รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการในขณะนั้น ในระหว่างที่มีการแถลงข่าวได้กล่าวหาอาจารย์ในโรงเรียนแห่งหนึ่งว่าส่งเสริมและกระตุ้นให้เด็กเกิดการกลั่นแกล้งและมีการใช้ความรุนแรงระหว่างกันขึ้น อาจารย์ผู้ถูกกล่าวหาได้ยื่นคำร้องให้มีการไต่สวนและดำเนินคดีซึ่งศาลก็ได้มีคำพิพากษายกฟ้องรัฐมนตรีดังกล่าวเนื่องจากเห็นว่าไม่มีความผิด เพราะได้มีการนำหลักฐานมาแสดงให้เห็นว่าอาจารย์ผู้ถูกกล่าวหาได้มีการส่งเสริมให้เด็กก่อความรุนแรงขึ้นจริง
          คดีสุดท้ายเกิดขึ้นในปี ๒๐๐๔ ศาลได้ลงโทษรัฐมนตรีช่วยซึ่งรับผิดชอบเกี่ยวกับคนพิการ โดยรัฐมนตรีคนดังกล่าวได้ยักยอกเงินของกระทรวงไปอุดหนุนให้แก่สมาคมซึ่งตนเป็นประธาน เป็นเงินจำนวน
๑.๓ ล้านยูโร รัฐมนตรีคนดังกล่าวถูกลงโทษให้จำคุกเป็นระยะเวลา ๓ ปี แต่ได้รับการรอลงอาญาและถูกปรับเงินเป็นจำนวน ๒๐,๐๐๐ ยูโร และห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองและไม่มีสิทธิเลือกตั้งเป็นระยะเวลา ๕ ปี
          สถานะของระบบกฎหมายที่เกี่ยวกับความรับผิดทางอาญาของรัฐมนตรียังคงเป็นบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญที่ถูกแก้ไขเพิ่มเติมในปี ๑๙๙๓ เช่นเดิม แม้จะได้รับเสียงวิจารณ์มากมาย อย่างไรก็ตามได้มีข้อเสนอให้มีการปฏิรูประบบดังกล่าวขึ้นในปี ๒๐๑๒ โดยคณะกรรมการที่ว่าด้วยการปฏิรูปการทำให้การเมืองของฝรั่งเศสร่วมสมัย แต่ยังเป็นเพียงข้อเสนอ
          ข้อสังเกตของผู้บรรยาย เมื่อทำการเปรียบเทียบกับประเทศต่างๆในยุโรป ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่ยังเป็นระบอบกษัตริย์อยู่หรือประเทศที่เป็นระบอบสาธารณรัฐ ความรับผิดทางอาญาของคณะรัฐมนตรีส่วนใหญ่แล้วยังเป็นวิธีพิจารณาคดีที่แตกต่างจากกฎหมายทั่วไป ยกเว้นแต่ในสหราชอาณาจักรและเดนมาร์กที่ยังใช้วิธีพิจารณาคดีทั่วไป
         
          ความรับผิดของประธานาธิบดี (ประมุขแห่งรัฐ)
          ด้วยเหตุผลเดียวกันกับการดำเนินคดีกับรัฐมนตรี ระบบกฎหมายเกี่ยวกับประธานาธิบดีได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากภายใต้สาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ ๕ ในปี ๑๙๕๘ ซึ่งเป็นปีที่รัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ ๕ มีผลใช้บังคับ หลักการคือประธานาธิบดีไม่ต้องรับผิด หลักดังกล่าวยังคงมีผลบังคับใช้ต่อเนื่องถึงปัจจุบัน การไม่ต้องรับผิดของประมุขของรัฐเริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยการปกครองในระบบกษัตริย์ ในสมัยที่ฝรั่งเศสปกครองในระบอบประชาธิปไตยแล้วกลับมาใช้ระบอบกษัตริย์อีกครั้ง การปกครองในระบอบรัฐสภาผู้ที่รับผิดไม่ใช่กษัตริย์ แต่เป็นนายกรัฐมนตรีที่เป็นผู้มีอาจตัดสินใจในทางการเมือง ตามที่ผู้บรรยายได้กล่าวไว้แล้วว่าการการตัดสินใจใดๆและความรับผิดเป็นสิ่งที่ควบคู่กัน ในเมื่อประมุขของรัฐไม่ได้เป็นผู้ตัดสินใจ ดังนั้นจึงไม่ต้องมีความรับผิด
          จุดเริ่มต้นในการเปลี่ยนแปลงมีที่มาจากการเปลี่ยนแปลงอำนาจหน้าที่ของประธานาธิบดีภายใต้สาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ ๕ จากที่ประธานาธิบดีมีแต่เพียงหน้าที่ที่เป็นพิธีการ กลายเป็นประธานาธิบดีที่มีหน้าที่ตัดสินใจทางการเมือง ทำให้หลักการไม่ต้องรับผิดของประมุขของรัฐเปลี่ยนแปลงไป กล่าวคือ ประธานาธิบดีได้เปลี่ยนบทบาทจากผู้ทำงานเชิงรับมาเป็นผู้ทำงานเชิงรุก
          เหตุผลสองประการที่ทำให้หลักการไม่ต้องรับผิดของประธานาธิบดีของรัฐล้าสมัยและใช้การไม่ได้อีกต่อไป
          ประการที่หนึ่ง บุคลิกของนายพลชาร์ล เดอโกล ในสี่ปีแรกที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีระหว่างปี ๑๙๕๘ – ๑๙๖๒ ปัญหาของฝรั่งเศสในขณะนั้นมีอยู่เรื่องเดียวคือจะทำอย่างไรจึงจะจบสงครามในอัลจีเรียได้ ประธานาธิบดีเป็นผู้เดียวที่มีอำนาจในการตัดสินใจทางการเมืองโดยไม่เกี่ยวข้องกับรัฐสภาและนายกรัฐมนตรีได้ นายพลชาร์ล เดอโกล จึงใช้วิธีทำประชามติปรึกษาพลเมืองโดยตรง โดยทำประชามติ ๓ ครั้ง ในระยะเวลา ๔ ปี ในขณะนั้นประธานาธิบดีจึงเป็นผู้เดียวที่มีอำนาจตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของประเทศ และเป็นผู้ที่เอาความรับผิดชอบของตนไปปรึกษากับประชาชน
ประการที่สอง คือการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในปี ๑๙๖๒ ทำให้การเลือกตั้งประธานาธิบดีเป็นการทั่วไปและเป็นการเลือกตั้งโดยตรง ส่งผลให้ประธานาธิบดีมีความชอบธรรมทางการเมืองเพิ่มขึ้นอย่างมาก ประธานาธิบดีนอกจากจะเป็นประมุขของรัฐแล้วยังเป็นหัวหน้าของฝ่ายบริหารอีกด้วย การมีอำนาจเพิ่มขึ้นของประธานาธิบดีทำให้ประธานาธิบดีเป็นศูนย์กลางของระบบ ทำให้เกิดการตั้งคำถามเกี่ยวกับหลักการไม่ต้องรับผิดของประธานาธิบดีขึ้น ซึ่งเหตุผลสืบเนื่องมาจากวิวัฒนาการอำนาจหน้าที่ของประธานาธิบดี
การเปลี่ยนแปลงในอำนาจหน้าที่ของประธานาธิบดีจึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบกฎหมาย

          ความรับผิดทางรัฐธรรมนูญของประมุขแห่งรัฐ
          ความรับผิดทางการเมืองเป็นเรื่องของคณะรัฐมนตรีและรัฐบาล คือนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลต้องรับผิดทางการเมืองต่อรัฐสภา ไม่ว่าจะตัดสินใจเรื่องใดก็ตาม ส่วนประธานาธิบดีไม่สามารถรับผิดทางการเมืองได้ ยกเว้นในกรณีที่ขาดการออกเสียงของประชาชน ตัวอย่างเช่น นายพลชาร์ล เดอโกล ในปี ๑๙๖๙ ได้เสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญและประชาชนลงมติไม่เห็นด้วยในเรื่องดังกล่าว ทำให้ประธานาธิบดีต้องลาออกจากตำแหน่ง หรือในปี ๑๙๘๑ และ ปี ๒๐๑๒ ประชาชนก็ได้ลงโทษประธานาธิบดีเช่นเดียวกัน เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับนโยบายของประธานาธิบดี
          ความรับผิดทางรัฐธรรมนูญคือการดำเนินการกับประธานาธิบดีในกรณีที่ประธานาธิบดีไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ หรือไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ที่กำหนดในรัฐธรรมนูญ ถ้าประธานาธิบดีได้ทำการตัดสินใจทางการเมือง ไม่ว่าประธานาธิบดีจะมาจากแนวคิดทางการเมืองแบบเสรีนิยม สังคมนิยม เรื่องดังกล่าวก็ไม่เกี่ยวข้องกับความรับผิดทางรัฐธรรมนูญของของประธานาธิบดี เพราะความรับผิดทางรัฐธรรมนูญของประธานาธิบดีไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับเนื้อหาของนโยบาย แต่เป็นเรื่องวิธีการหรือการดำเนินการของประธานาธิบดี ที่จะต้องทำตามอำนาจหน้าที่ที่ถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
          ความรับผิดทางรัฐธรรมนูญของประมุขแห่งรัฐถูกบัญญัติในมาตรา ๖๘ ของรัฐธรรมนูญ เรื่องดังกล่าวถูกแก้ไขเพิ่มเติมขึ้นมาในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในเดือนกุมภาพันธ์ ปี ๒๐๐๗ และมีผลบังคับใช้อย่างแท้จริงด้วยรัฐบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่ตราขึ้นในเดือนธันวาคม ปี ๒๐๑๔ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ใหม่มาก มาตรา ๖๘ เป็นเรื่องเกี่ยวกับความรับผิดของประธานาธิบดี ประธานาธิบดีต้องรับผิดในกรณีที่ไม่ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ของตนอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นการขัดแย้งกับการดำรงตำแหน่ง
          ก่อนปี ๒๐๐๗ ประธานาธิบดีจะต้องรับผิดในกรณีที่เป็นการทรยศต่อชาติอย่างร้ายแรง เพราะฉะนั้นความรับผิดของประธานาธิบดีก็ได้เปลี่ยนแปลงไปจากการทรยศต่อชาติ เป็นความผิดที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตนเอง สาเหตุที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงความผิดในเรื่องดังกล่าว เนื่องจากนิยามของคำว่าทรยศต่อชาติมีความไม่ชัดเจนไม่แน่นอน ซึ่งคำว่าทรยศต่อชาติน่าจะมีความหมายว่าเป็นการร่วมมือกับรัฐต่างชาติ การร่วมมือกับรัฐที่เป็นศัตรูต่อฝรั่งเศส เหตุการณ์ที่พอจะเทียบเคียงกับเรื่องของการทรยศขายชาติได้ เช่นในกรณีของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๖ เรียกร้องให้ราชวงศ์ต่างๆในยุโรปเข้ามาสู้รบกับระบอบของฝรั่งเศสที่ปฏิวัติสำเร็จแล้ว และกรณีของนายพลเปแต็งซึ่งเป็นประมุขของรัฐได้ร่วมมือกับฮิตเลอร์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นต้น ดังนั้นจึงมีการเปลี่ยนแปลงฐานความผิดใหม่จากการทรยศต่อชาติเป็นการไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตน
          การไม่ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ของตนหมายความว่าอย่างไร นิยามของคำว่าอำนาจหน้าที่ของประธานาธิบดีได้ถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ประธานาธิบดีต้องดำเนินการให้มีการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ (เคารพรัฐธรรมนูญ) จะต้องทำให้เกิดการดำเนินงานอย่างเป็นปกติของอำนาจรัฐจะต้องทำให้เกิดความต่อเนื่องของรัฐ จะต้องป้องกันให้รัฐมีอิสรภาพและบูรณภาพของดินแดน เมื่อใดก็ตามที่ประธานาธิบดีไม่ปฏิบัติตามหน้าที่เหล่านี้แล้ว ก็สามารถที่จะดำเนินการให้เกิดความรับผิดตามรัฐธรรมนูญของประธานาธิบดีได้ ในกรณีนี้ประธานาธิบดีจะต้องถูกให้ออกจากตำแหน่งโดยที่ไม่ได้เกิดจากคำพิพากษาหรือมีการพิจารณาคดี
โดยศาลยุติธรรมชั้นสูงจะเป็นผู้พิจารณาในเรื่องดังกล่าว โดยกระบวนการในการพิจารณาคดีจะเริ่มจากการลงมติของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา เพื่อที่จะกล่าวหาว่าประธานาธิบดีมีความผิด
ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาต้องมีมติทั้งสองสภาว่าประธานาธิบดีไม่ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ของตน ทั้งสองสภาจำเป็นต้องลงมติแยกกันด้วยคะแนนเสียงข้างมาก ๒ ใน ๓ ของแต่ละสภา ถ้าทั้งสองสภาได้มีการลงมติว่าจะกล่าวหาประธานาธิบดีว่าทำความผิดแล้ว ต่อไปจะเป็นขั้นตอนการถอดถอนออกจากตำแหน่งโดยจะเป็นหน้าที่ของศาลสูงแห่งสาธารณรัฐที่จะเป็นผู้ลงมติให้ประธานาธิบดีออกจากตำแหน่ง ศาลสูงที่ว่าคือที่ประชุมอันประกอบไปด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งจะจัดประชุมที่
พระราชวังแวร์ซาย เมื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาได้รวมกับศาลสูง แล้วก็จะต้องลงมติด้วยคะแนนเสียง ๒ ใน ๓ เพื่อให้ประธานาธิบดีออกจากตำแหน่ง
          ความสำคัญของเรื่องนี้คือ ประธานาธิบดีจะไม่ถูกพิพากษา แม้จะมีชื่อว่าเป็นศาลสูงแห่งสาธารณรัฐ แต่แท้จริงแล้วกระบวนการพิจารณาไม่มีลักษณะเป็นศาล ไม่มีการโต้แย้งระหว่างคู่ความ ไม่มีการไต่สวน เป็นเพียงการลงมติว่าจะถอดถอนประธานาธิบดีออกจากตำแหน่งหรือไม่เท่านั้น
          ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งคือ ความจำเป็นที่จะต้องใช้เสียงข้างมากถึง ๒ ใน ๓ เพื่อหลีกเลี่ยงการลงมติแบบอาศัยพวกพ้อง โดยฝ่ายค้านอย่างเดียวไม่สามารถที่จะลงมติเพื่อกล่าวหา หรือเพื่อให้ประธานาธิบดีออกจากตำแหน่งได้ เนื่องจากในฝรั่งเศสไม่มีพรรคการเมืองใดที่มีเสียงข้างมากถึง ๒ ใน ๓ ในสภา การลงมติให้ออกจากตำแหน่งจึงจำเป็นต้องอาศัยทั้งเสียงของฝ่ายบริหารและเสียงของฝ่ายค้านเมื่อประธานาธิบดีไม่ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ของตนอย่างร้ายแรง
          ระบบนี้ถูกกำหนดขึ้นในปี ๒๐๐๗ จากการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แต่จะเห็นได้ว่ารัฐบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่จะทำให้ระบบนี้มีผลบังคับใช้อย่างแท้จริงถูกตราขึ้นในปี ๒๐๑๔ จะเห็นได้ว่าใช้ระยะเวลาถึงเจ็ดปีในการออกกฎหมายเรื่องนี้ให้มีผลบังคับใช้เกิดขึ้น กฎหมายดังกล่าวเป็นกฎหมายที่กำหนดเรื่องการดำเนินการและระบบเกี่ยวกับการกล่าวหาและการให้ประธานาธิบดีออกจากตำแหน่ง ถ้ามองอย่างเป็นรูปธรรมแล้วจะเห็นได้ว่าการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวทำให้อดีตประธานาธิบดีนิโคลาร์ ซาร์โกซี ไม่ต้องรับผิด เพราะซาร์โกซีดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีระหว่างปี ๒๐๐๗ – ๒๐๑๔ แม้ว่าจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแล้วในปี ๒๐๐๗ อย่างไรก็ตามรัฐบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่จะทำให้มีผลใช้บังคับจริงไม่ได้ถูกตราขึ้นในระยะเวลาดังกล่าว
          การพิจารณาเรื่องความรับผิดทางรัฐธรรมนูญของประธานาธิบดีอาจสามารถเทียบเคียงได้กับกระบวนการ Impeachment ในสหรัฐอเมริกา

          ความรับผิดทางศาลของประธานาธิบดี

          ในเรื่องนี้จะเป็นการตั้งคำถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะกำหนดให้มีความรับผิดทางอาญาและทางแพ่งของประธานาธิบดีในระหว่างที่ประธานาธิบดียังดำรงตำแหน่งอยู่ เช่น ในกรณีที่ประธานาธิบดีหย่าร้างกับคู่สมรสและมีปัญหาเรื่องสิทธิในการดูแลบุตรหรือการจ่ายค่าเลี้ยงดู หรือในกรณีที่ประธานาธิบดีขับรถฝ่าไฟแดง ประธานาธิบดีจะถูกดำเนินคดีได้หรือไม่ ในเรื่องดังกล่าวได้มีความเห็นที่ไม่ตรงกันระหว่างศาลฎีกาและคณะกรรมการตุลาการรัฐธรรมนูญฝรั่งเศส  โดยคณะกรรมการฯได้มีคำวินิจฉัยเมื่อเดือนมกราคม
๑๙๙๙ ส่วนศาลฎีกามีคำพิพากษาเมื่อเดือนตุลาคม ๒๐๐๑ ความเห็นที่ไม่ตรงกันระหว่างศาลทั้งสองจึงทำให้เกิดการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในปี ๒๐๐๗ ขึ้น
          หลักการในเรื่องนี้คือ หลักการละเมิดไม่ได้ของประธานาธิบดีไม่ว่าจะเป็นทางแพ่งหรือทางอาญา ในระหว่างที่ประธานาธิบดียังดำรงตำแหน่งอยู่ มาตรา  ๖๗ บัญญัติเอาไว้ชัดเจนว่าประธานาธิบดีในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งอยู่ไม่ว่าระเป็นศาล หรือองค์กรอิสระใดๆก็ตาม ไม่สามารถถูกเรียกไปเป็นพยาน ไม่สามารถถูกเรียกไปให้ข้อมูล ไต่สวน หรือดำเนินคดีได้ เป็นการยืนยันหลักฐานที่ว่าประธานาธิบดีจะถูกละเมิดไม่ได้อย่างสมบูรณ์ อย่างไรก็ตามมาตรา ๖๗ ได้บัญญัติเพิ่มเติมว่าการดำเนินคดีและการไต่สวนซึ่งห้ามกระทำระว่างที่ประธานาธิบดีดำรงตำแหน่งนั้น สามารถดำเนินการได้หลังจากที่การดำรงตำแหน่งสิ้นสุดลงในศาลปกติ
          จะเห็นได้ว่าระบบกฎหมายที่ว่าด้วยความรับผิดของผู้ปกครองจะมีการเปลี่ยนแปลงไปโดยขึ้นอยู่กับบทบาทของผู้ปกครองในการกำหนดให้มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบายในการปกครองประเทศ
ยิ่งบทบาทที่มากขึ้นก็จะมีความรับผิดชอบมากขึ้น
          ในเรื่องดังกล่าวมีความเสี่ยงหรืออันตรายของระบบการปกครอง/ระบบรัฐธรรมนูญของประเทศได้ ในกรณีที่มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดระหว่างสิ่งที่สังคมรับรู้กับสิ่งที่กฎหมายพยายามจะจัดโครงสร้างให้มีความรับผิดของผู้ปกครอง
         
          จากการบรรยายจะเห็นได้ว่าทั้งการดำเนินการให้ความรับผิดของรัฐมนตรีและประธานาธิบดีต้องกระทำให้เกิดดุลยภาพระหว่างสิทธิประโยชน์ของผู้ปกครองกับหลักความเสมอภาคอ ย่างไรก็ตามในปัจจุบัน
ในสังคมฝรั่งเศสผู้บรรยายพบว่าผู้คนเริ่มที่จะอึดอัดหรือเพิกเฉยต่อสิทธิประโยชน์ของผู้ปกครองกับหลักความเสมอภาค ในความเห็นของผู้บรรยายจึงจำเป็นที่จะต้องออกแบบหรือคิดค้นระบบความรับผิดของผู้ปกครองใหม่ โดยเป็นระบบที่ถูกจัดตั้งขึ้นภายใต้กฎหมาย ไม่ใช่ระบบความรับผิดที่เกิดขึ้นโดยสื่อมวลชน มีรัฐมนตรีฝรั่งเศสหลายคนที่ถูกกล่าวหาว่าได้กระทำความผิด แต่ทั้งนี้ไม่เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย แต่เกิดขึ้นในสื่อต่างๆ ผู้บรรยายเห็นว่าเป็นหน้าที่ของกฎหมายที่จะต้องจัดโครงสร้างหรืออกแบบให้ดุลยภาพใหม่อยู่ระหว่างสิทธิประโยชน์ของผู้ปกครองและหลักความเสมอภาค
         


ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว บันทึกการบรรยายเมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๘

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7245/2554

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  7245/2554
พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
     โจทก์
นางสาวพนิดาหรือด้วง บุญเสริม
     จำเลย

ป.อ. มาตรา 78
ป.วิ.อ. มาตรา 84
พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 มาตรา 19

          แม้ว่ากฎหมายจะห้ามมิให้ศาลรับฟังคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยเป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาพิพากษาคดี ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 84 วรรคท้าย ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 มาตรา 19 แต่กฎหมายก็ไม่ได้ห้ามมิให้ศาลนำมาเป็นเหตุบรรเทาโทษแก่จำเลย ซึ่งถือได้ว่าคำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมดังกล่าวเป็นเหตุบรรเทาโทษโดยเหตุอื่นที่มีลักษณะทำนองเดียวกันกับเหตุบรรเทาโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ใน ป.อ. มาตรา 78 วรรคสอง

________________________________

          โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 478156667100/1102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4772 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32338391 ริบเมทแอมเฟตามีน อาวุธปืน ซองกระสุนปืนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง
          จำเลยให้การปฏิเสธ
          ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษา ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตและปรับ 1,000,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2930 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี ริบเมทแอมเฟตามีน อาวุธปืน ซองกระสุนปืน และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก
          จำเลยอุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน แต่ให้คืนอาวุธปืนและซองกระสุนปืนของกลางแก่เจ้าของ
          จำเลยฎีกา
        ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้จำเลยและนายสมานหรืออ๊อด พักอาศัยอยู่ที่บ้านหลังเดียวกัน เลขที่ 3329 ซอยอุดมสุข 3 แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้องเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1,120 เม็ด ซึ่งมีการตรวจพิสูจน์แล้วคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 26.204 กรัม ในปัญหาว่า จำเลยได้กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ โจทก์มีเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจำเลยมาสืบ 2 ปาก คือ ร้อยตำรวจเอกอรรถพล กับดาบตำรวจชวเลิศ ได้ความจากคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองปากดังกล่าวว่า ในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 18 นาฬิกา ขณะที่พยานทั้งสองปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่สถานีตำรวจภูธรตำบลสำโรงเหนือ ร้อยตำรวจเอกอรรถพลได้รับแจ้งจากสายลับว่า นายอ๊อดไม่ทราบชื่อและนามสกุลจริง ซึ่งพักอาศัยอยู่บริเวณตลาดเพชรรัตน์ ที่บ้านเลขที่ 3329 ซอยอุดมสุข 3 แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร มีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนครั้งละเป็นจำนวนมาก การซื้อขายจะติดต่อทางโทรศัพท์ ร้อยตำรวจเอกอรรถพลจึงวางแผนจับกุมโดยให้สายลับโทรศัพท์ขอซื้อเมทแอมเฟตามีนจากนายอ๊อด สายลับแจ้งว่าติดต่อซื้อได้จำนวน 220 เม็ด ราคาเม็ดละ 165 บาท นัดส่งมอบเมทแอมเฟตามีนเวลา 21.30 นาฬิกา ที่บริเวณร้านอาหารตามสั่งปากซอยอุดมสุข 3 โดยนายอ๊อดจะให้นางด้วงซึ่งเป็นแม่ค้าขายอาหารตามสั่งเป็นผู้นำมาส่งให้ โดยให้ข้อมูลว่านางด้วงอายุประมาณ 25 ปี รูปร่างท้วม ๆ พักอาศัยอยู่บ้านเดียวกับนายอ๊อด ครั้นเวลา 20.30 นาฬิกา พยานทั้งสองกับพวกและสายลับได้พากันเดินทางไปที่บริเวณตลาดเพชรรัตน์ ร้อยตำรวจเอกอรรถพลได้สั่งให้ดาบตำรวจชวเลิศและผู้ใต้บังคับบัญชาอื่นยืนปะปนกระจัดกระจายอยู่กับผู้คนบริเวณปากซอยอุดมสุข 3 ส่วนร้อยตำรวจเอกอรรถพลกับพวกอีกคนหนึ่งซุ่มอยู่ในรถยนต์ซึ่งจอดอยู่เยื้อง ๆ กับบ้านนายอ๊อด ต่อมาเวลา 21.30 นาฬิกา ร้อยตำรวจเอกอรรถพลเห็นจำเลยซึ่งมีลักษณะตามที่ได้รับแจ้งเดินออกจากบ้านหลังดังกล่าวไปทางปากซอยอุดมสุข 3 ร้อยตำรวจเอกอรรถพลจึงโทรศัพท์แจ้งให้ดาบตำรวจชวเลิศกับพวกทราบ และเดินตามจำเลยไปที่ร้านอาหารตามสั่ง เมื่อจำเลยเดินไปถึงร้านอาหารดังกล่าว ร้อยตำรวจเอกอรรถพลและดาบตำรวจชวเลิศกับพวกจึงแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจขอตรวจค้นตัวจำเลย จำเลยจึงได้ส่งห่อของที่อยู่ในมือขวาของจำเลยจำนวน 3 ห่อ ให้แก่ร้อยตำรวจเอกอรรถพล ห่อของดังกล่าวพันด้วยเทปกาวสีน้ำตาล เมื่อร้อยตำรวจเอกอรรถพลแกะออกดูจึงพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 20 เม็ดห่อหนึ่ง ส่วนอีก 2 ห่อ พบห่อละ 100 เม็ด ร้อยตำรวจเอกอรรถพลสอบถามจำเลยถึงเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว จำเลยบอกว่าเป็นของนายอ๊อดให้นำมาส่งให้แก่ลูกค้าและจำเลยบอกว่ายังมีเมทแอมเฟตามีนอยู่ที่บ้านอีก ร้อยตำรวจเอกอรรถพลจึงให้จำเลยนำไปตรวจค้นที่บ้านเลขที่ 3329 โดยจำเลยนำไปตรวจค้นที่ห้องนอนชั้นสอง จำเลยบอกว่าจำเลยและนายอ๊อดนอนอยู่ในห้องนั้น แต่จำเลยกับนายอ๊อดไม่ได้เป็นอะไรกัน เมื่อร้อยตำรวจเอกอรรถพลสอบถามว่าซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนไว้ที่ไหน จำเลยก็ไปหยิบเมทแอมเฟตามีนซึ่งใส่ไว้ในถุงพลาสติกมีหูหิ้ววางไว้ที่พื้นบริเวณหน้าห้องนอนข้าง ๆ กล่องกระดาษ ร้อยตำรวจเอกอรรถพลตรวจค้นที่ถุงดังกล่าว พบห่อเมทแอมเฟตามีนซึ่งพันด้วยเทปกาวสีน้ำตาลอีก 9 ห่อ รวม 900 เม็ด โดยจำเลยอ้างว่าเป็นของนายอ๊อดเช่นเดียวกัน พยานทั้งสองจึงจับกุมจำเลยแจ้งข้อหาเป็นคดีนี้ จำเลยให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุมดังนี้ ข้ออ้างของจำเลยที่ว่าไม่ทราบว่าของที่อยู่ในห่อเป็นอะไรนั้น ฟังไม่ขึ้น ไม่ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะทำหลักฐานขึ้นเพื่อปรักปรำจำเลย ในการที่เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นในบ้านพักของจำเลยนั้น จำเลยเป็นคนหยิบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 900 เม็ด ให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจ ไม่ใช่เจ้าพนักงานตำรวจค้นพบเองดังที่จำเลยฎีกา และฟังได้ต่อไปว่าจำเลยร่วมกับนายสมานมีเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานร่วมกับพวกมีเมทแอมเฟตามีนจำนวนตามฟ้องไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
          อนึ่ง คดีนี้ได้ความตามที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม แม้ว่ากฎหมายจะห้ามมิให้ศาลรับฟังคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยเป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาพิพากษาคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 84 วรรคท้าย ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 มาตรา 19 แต่กฎหมายก็ไม่ได้ห้ามมิให้ศาลนำมาเป็นเหตุบรรเทาโทษแก่จำเลย ซึ่งถือได้ว่าคำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมดังกล่าวเป็นเหตุบรรเทาโทษโดยเหตุอื่นที่มีลักษณะทำนองเดียวกันกับเหตุบรรเทาโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 วรรคสอง ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสาม
          พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือนและปรับ 666,666.67 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์




( ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว - พีรพล พิชยวัฒน์ - พิสิฐ ฐิติภัค )

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3618/2554

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  3618/2554
บริษัททอร์ เนคตาร์ ชิปปิ้ง
     โจทก์
กรมสรรพากร
     จำเลย

ป.วิ.พ. มาตรา 224
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 25
ป.รัษฎากร มาตรา 77/2, 80/1, 82/5

          อุทธรณ์ของจำเลยเป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลภาษีอากรกลางในการวินิจฉัยเรื่องเหตุอันควรงดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ว่ามีความเหมาะสมเพียงใด เป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อจำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มแก่โจทก์สำหรับแต่ละเดือนภาษีพิพาทรวม 5 ฉบับ การพิจารณาทุนทรัพย์ที่พิพาทจึงต้องพิจารณาตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ประเมินในแต่ละเดือนภาษี ถือว่าแต่ละเดือนภาษีพิพาทเป็น 1 ข้อหา แยกออกจากกันได้เมื่อเดือนภาษีพฤศจิกายน 2547 ถึงเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2548 มีทุนทรัพย์ที่พิพาทแต่ละเดือนภาษีไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 25
          กิจการของโจทก์ในส่วนที่เป็นการขนส่งสินค้าจากนอกราชอาณาจักรแห่งหนึ่งไปยังนอกราชอาณาจักรอีกแห่งหนึ่งมีลักษณะเป็นการรับขนสินค้านอกราชอาณาจักรทั้งสิ้น แม้โจทก์จะมีการทำธุรกรรมการประสานงานหรือการติดต่อลูกค้าในราชอาณาจักรหรือไม่ก็ตาม แต่ลักษณะสำคัญของการให้บริการโดยตรงของโจทก์คือการให้บริการรับขนสินค้าออกนอกราชอาณาจักรหรือรับขนสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร ถือว่าเป็นกิจการที่ไม่มีส่วนใดได้ทำการขนส่งสินค้าหรือได้ใช้บริการขนส่งสินค้านั้นในราชอาณาจักร จึงไม่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตาม ป.รัษฎากร มาตรา 77/2 ภาษีซื้อที่เกี่ยวกับกิจการในส่วนที่ย่อมไม่อาจนำมาหักในการคำนวณภาษีได้เมื่อภาษีซื้อพิพาทไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจการขนส่งจากในราชอาณาจักรออกไปนอกราชอาณาจักรหรือจากนอกราชอาณาจักรเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างไรโจทก์จึงไม่อาจนำภาษีซื้อที่ถูกเรียกเก็บในแต่ละเดือนภาษีพิพาทดังกล่าวมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มในกิจการนี้ได้ เนื่องจากเป็นภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของผู้ประกอบการตาม ป.รัษฎากร มาตรา 82/5 (3)

________________________________

          โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยเป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมในรัฐบาลสังกัดกระทรวงการคลัง โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เรือเดินทะเล 1 ลำ ชื่อว่า ทอร์ เนคตาร์ ชิปปิ้ง โจทก์ใช้เรือเดินทะเลดังกล่าวให้บริการขนส่งสินค้าทั้งในและนอกประเทศโจทก์จึงได้นำภาษีซื้อในการดำเนินกิจการของโจทก์แต่ละเดือนมาใช้สิทธิขอคืน โดยโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) และใช้สิทธิขอคืนภาษีซื้อสำหรับเดือนภาษีพฤศจิกายน 2547 ถึงเดือนภาษีมีนาคม 2548 รวม 5 เดือนภาษี เป็นภาษีซื้อที่ขอคืนรวม 283,011 บาท ต่อมาโจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีพิพาท รวม 5 ฉบับ จากจำเลยในการตรวจปฏิบัติการภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนภาษีพิพาท โจทก์ได้ให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยเรือเดินทะเลโดยไม่มีการให้การบริการและไม่มีรายได้จากการรับขนสินค้าออกนอกราชอาณาจักรหรือเข้ามาในราชอาณาจักร โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอคืนภาษีซื้อเนื่องจากเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/5 (3) โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินภาษีซื้อคืน พร้อมกับแจ้งให้โจทก์ชำระเบี้ยปรับ 1 เท่าของภาษีซื้อที่ขอคืนในแต่ละเดือนภาษีพิพาท แต่จำเลยได้พิจารณาลดเบี้ยปรับให้คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย รวมเป็นเบี้ยปรับ 141,502 บาท โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่าโจทก์มีรายรับจากการรับขนสินค้าระหว่างท่าเรือนอกราชอาณาจักรถือเป็นการให้บริการและใช้บริการนอกราชอาณาจักร ไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/2 ภาษีซื้อที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของโจทก์เป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/5 (3) ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์โจทก์เห็นว่า โจทก์ประกอบกิจการขนส่งระหว่างประเทศโดยเรือเดินทะเลและเป็นผู้ประกอบการที่ให้ใช้อัตราภาษีร้อยละ 0 ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม การให้บริการของโจทก์เป็นการให้บริการในราชอาณาจักรโดยไม่ต้องคำนึงว่าการให้บริการนั้นจะอยู่นอกราชอาณาจักร การยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) สำหรับเดือนภาษีพฤศจิกายน 2547 ถึงเดือนภาษีมีนาคม 2548 ของโจทก์ถูกต้องแล้ว จำเลยจึงไม่มีอำนาจเรียกเบี้ยปรับจากโจทก์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 (4) ประกอบกับเมื่อจำเลยโต้แย้งว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้ประกอบการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม จำเลยจึงไม่สามารถเรียกเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 (4) ได้ นอกจากนี้หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนภาษีพิพาทเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ได้ระบุเหตุผลซึ่งประกอบด้วยข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจในการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและไม่ใช่เหตุผลที่รู้กันอยู่แล้ว จึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบ จำเลยจึงไม่มีอำนาจในการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากร มาตรา 88 ขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนภาษีพิพาทและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ และขอให้งดเบี้ยปรับ
          จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยเรือเดินทะเล แต่ไม่ได้ให้บริการในราชอาณาจักร จึงขอคืนภาษีซื้อไม่ได้ ในเดือนภาษีพิพาทโจทก์ไม่มีการรับขนสินค้าออกนอกราชอาณาจักร แต่โจทก์มีรายรับจากการขนสินค้าระหว่างเมืองท่านอกราชอาณาจักร ถือเป็นการให้บริการและใช้บริการนอกราชอาณาจักร จึงไม่อยู่ในบังคังต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/2 ภาษีซื้อในเดือนภาษีพิพาทจึงเป็นภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/5 (3) โจทก์จึงไม่มีสิทธินำภาษีซื้อในเดือนภาษีพิพาทมาขอคืน การยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีพิพาทจึงเป็นการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ไม่ถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาด อันเป็นเหตุให้จำนวนภาษีซื้อในเดือนภาษีพิพาทที่แสดงไว้คลาดเคลื่อนไป เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจประเมินภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 88 (2) โจทก์จึงต้องรับผิดชำระเบี้ยปรับ 1 เท่าของจำนวนภาษีซื้อที่แสดงไว้เกินในแต่ละเดือนภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 (4) แต่การที่เจ้าพนักงานประเมินเห็นควรให้ลดเบี้ยปรับคงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายเป็นประโยชน์และเป็นธรรมแก่โจทก์แล้ว นอกจากนี้โจทก์ได้ทราบข้อเท็จจริงเหตุผลและข้อกฎหมายตามการประเมินแล้ว ทั้งหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและใบแนบหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มมีรายละเอียดข้อเท็จจริง ข้อพิจารณา ข้อสนับสนุนการใช้ดุลพินิจและข้อกฎหมายครบถ้วนแล้ว นอกจากนี้การที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินมีผลให้โจทก์มีสิทธิได้รับคืนภาษีซื้อเป็นเงิน 283,010.46 บาท แต่โจทก์ยังไม่ได้ชำระค่าขึ้นศาลและไม่ได้มีคำขอท้ายฟ้องให้คืนเงินในส่วนนี้ จึงถือว่าโจทก์ไม่โต้แย้งการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนของภาษีซื้อ และยอมรับว่าการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ในส่วนของภาษีซื้อถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นยุติตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง
          ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่า ให้งดเบี้ยปรับแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็บพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
          จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
          ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยเป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมในรัฐบาล สังกัดกระทรวงการคลัง โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เรือเดินทะเล 1 ลำ ชื่อว่า ทอร์เนคตาร์ชิปปิ้ง โจทก์ใช้เรือเดินทะเลดังกล่าวให้บริการขนส่งสินค้าทั้งในและนอกราชอาณาจักรโดยให้บริการขนส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักรขนสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร และขนสินค้าระหว่างเมืองท่าต่างๆ ที่อยู่นอกราชอาณาจักร โจทก์ได้นำภาษีซื้อในการดำเนินกิจการของโจทก์แต่ละเดือนมาใช้สิทธิขอคืน โดยโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) และใช้สิทธิขอคืนภาษีซื้อโดยไม่ชอบสำหรับเดือนภาษีพฤศจิกายน 2547 ถึงเดือนภาษีมีนาคม 2548 รวม 5 เดือนภาษีพิพาทเป็นเงิน 283,011 บาท ต่อมาโจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีพิพาทจำเลยรวม 5 ฉบับว่าในการตรวจปฏิบัติการภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนภาษีพิพาท โจทก์ได้ให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยเรือเดินทะเลโดยไม่มีการให้บริการและไม่มีรายได้จากการรับขนสินค้าออกนอกราชอาณาจักรหรือเข้ามาในราชอาณาจักร โจทก์ไม่มีสิทธิขอคืนภาษีซื้อเนื่องจากเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/5 (3) โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินภาษีซื้อคืน พร้อมกับแจ้งให้โจทก์ชำระเบี้ยปรับ 1 เท่าของภาษีซื้อที่ขอคืนในแต่ละเดือนภาษีพิพาทโดยพิจารณาลดเบี้ยปรับให้คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย รวมเป็นเบี้ยปรับ 141,502 บาท โจทก์ได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่า โจทก์มีรายรับจากการรับขนสินค้าระหว่างท่าเรือนอกราชอาณาจักรถือเป็นการให้บริการและใช้บริการนอกราชอาณาจักร จึงไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/2 ภาษีซื้อที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของโจทก์เป็นภาษีซื้อต้องห้ามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/5 (3) ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ไม่เห็นชอบกับการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ จึงนำคดีนี้มาฟ้อง
          พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเพียงว่า กรณีมีเหตุอันควรงดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์หรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ในเดือนภาษีพิพาทไว้ไม่ถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาดอันเป็นเหตุให้จำนวนภาษีซื้อคลาดเคลื่อน โจทก์จึงต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 (4) และความผิดพลาดดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเนื่องจากโจทก์ไม่เข้าใจข้อกฎหมาย จึงไม่มีเหตุที่จะผ่อนผันให้งดหรือลดเบี้ยปรับตามการประเมินลงอีก ขอให้ยกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่าอุทธรณ์ของจำเลยเป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลภาษีอากรกลางในการวินิจฉัยเรื่องเหตุอันควรงดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ว่ามีความเหมาะสมเพียงใด จึงเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อคดีนี้จำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มแก่โจทก์สำหรับแต่ละเดือนภาษีพิพาทรวม 5 ฉบับ การพิจารณาทุนทรัพย์ที่พิพาทจึงต้องพิจารณาตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ประเมินในแต่ละเดือนภาษี ถือว่าแต่ละเดือนภาษีพิพาทเป็น 1 ข้อหา แยกออกจากกันได้ เมื่อเดือนภาษีพฤศจิกายน 2547 ถึงเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2548 มีทุนทรัพย์ที่พิพาทแต่ละเดือนภาษีไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 25 ในส่วนนี้ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย แต่สำหรับเดือนภาษีมีนาคม 2548 นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่า โจทก์ให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยเรือเดินทะเลทั้งในและนอกราชอาณาจักร มีทั้งให้บริการขนส่งสินค้าจากในราชอาณาจักรออกไปยังนอกราชอาณาจักร จากนอกราชอาณาจักรเข้ามาในราชอาณาจักรและจากนอกราชอาณาจักรแห่งหนึ่งไปยังนอกราชอาณาจักรอีกแห่งหนึ่ง แม้ตามประมวลรัษฎากรจะไม่ได้ให้ความหมายไว้ว่า การให้บริการขนส่งระหว่างประเทศ ที่ให้ผู้ประกอบการนิติบุคคลใช้อัตราภาษีร้อยละ 0 ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 80/1 (3) หมายถึงกิจการในลักษณะใดบ้างก็ตาม แต่บทบัญญัติในมาตราดังกล่าวก็ต้องอยู่ภายใต้บังคับของประมวลรัษฎากร มาตรา 77/2 ที่บัญญัติว่าการกระทำกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักรให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามบทบัญญัติในหมวดนี้
          (1) การขายสินค้าหรือการให้บริการโดยผู้ประกอบการ
          (2) การนำเข้าสินค้าโดยผู้นำเข้า
          การให้บริการในราชอาณาจักรให้หมายถึงบริการที่ทำในราชอาณาจักร โดยไม่คำนึงว่าการใช้บริการนั้นจะอยู่ในต่างประเทศหรือในราชอาณาจักร
          การให้บริการที่ทำในต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักรให้ถือว่าการให้บริการนั้นเป็นการให้บริการในราชอาณาจักร
          ดังนั้น การขนส่งระหว่างประเทศที่จะอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงหมายถึงกิจการการขนส่งที่บางส่วนได้ทำหรือได้ใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร การพิจารณาว่ากิจการส่วนใดของโจทก์อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจึงต้องแยกพิจารณาเป็นรายกิจการ หาใช่ว่าเมื่อกิจการของโจทก์เป็นการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่งแล้วจะถือเป็นกิจการที่ทำในราชอาณาจักรและอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มทั้งหมดตามที่โจทก์ฟ้องไม่สำหรับกิจการของโจทก์ในส่วนที่เป็นการขนส่งสินค้าจากในราชอาณาจักรออกไปยังนอกราชอาณาจักร และในส่วนที่เป็นการขนส่งสินค้าจากนอกราชอาณาจักรเข้ามาในราชอาณาจักร ถือว่าเป็นกิจการที่บางส่วนได้ทำหรือได้ใช้บริการนั้นในราชอาณาจักรจึงอยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แม้เรือจะอยู่นอกราชอาณาจักรในเดือนภาษีพิพาทก็ตามแต่สำหรับกิจการของโจทก์ในส่วนที่เป็นการขนส่งสินค้าจากนอกราชอาณาจักรแห่งหนึ่งไปยังนอกราชอาณาจักรอีกแห่งหนึ่งนั้นมีลักษณะเป็นการรับขนสินค้านอกราชอาณาจักรทั้งสิ้น แม้โจทก์จะมีการทำธุรกรรมการประสานงานหรือการติดต่อลูกค้าในราชอาณาจักรหรือไม่ก็ตาม แต่ลักษณะสำคัญของการให้บริการโดยตรงของโจทก์คือการให้บริการรับขนสินค้า เมื่อการทำงานในส่วนนี้มิใช่เป็นการรับขนสินค้าออกนอกราชอาณาจักรหรือรับขนสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร ถือว่าเป็นกิจการที่ไม่มีส่วนใดได้ทำการขนส่งสินค้าหรือได้ใช้บริการขนส่งสินค้านั้นในราชอาณาจักร จึงไม่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/2 ภาษีซื้อที่เกี่ยวกิจการในส่วนนี้ย่อมไม่อาจนำมาหักในการคำนวณภาษีได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าภาษีซื้อพิพาทเกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจการขนส่งจากในราชอาณาจักรออกไปนอกราชอาณาจักรหรือจากนอกอาณาจักรเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างไร โจทก์จึงไม่อาจนำภาษีซื้อที่ถูกเรียกเก็บในแต่ละเดือนภาษีพิพาทดังกล่าวมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มในกิจการนี้ได้ เนื่องจากเป็นภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของผู้ประกอบการตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/5 (3) เมื่อโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเหตุให้จำนวนภาษีซื้อในเดือนภาษีพิพาทแสดงไว้คลาดเคลื่อนไปซึ่งอาจทำให้รัฐต้องเสียหาย จึงต้องรับผิดชำระเบี้ยปรับตามกฎหมาย การที่เจ้าพนักงานประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยลดเบี้ยปรับให้คงเหลือเพียงร้อยละ 50 นับว่าเป็นคุณแก่โจทก์มากแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้งดเบี้ยปรับมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน
          พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอตามฟ้องโจทก์สำหรับเดือนภาษีมีนาคม 2548 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ



( ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว - สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์ - นพพร โพธิรังสิยากร )


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2815/2554

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  2815/2554
บริษัทสิริมนต์ จำกัด
     โจทก์
นายตุ่น กรรณิกา โดยนายสมศักดิ์ กรรณิกา
     
และนางมะลิ จารุจันทร์ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
     จำเลย

ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคสอง, 142(5), 246, 247 ตาราง 1 ข้อ 2 (ก) ท้าย ป.วิ.พ.

          การที่จำเลยวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ครบถ้วน มิใช่เป็นกรณีที่คู่ความมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยถูกต้องครบถ้วนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคสอง ซึ่งศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้คู่ความชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วนก่อนมีคำสั่งรับหรือไม่รับคำคู่ความดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยโดยไม่สั่งให้จำเลยวางค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ถูกต้องครบถ้วนจึงชอบแล้ว
          โจทก์มิได้ฟ้องให้ ส. และ ม. รับผิดในฐานะทายาทผู้รับมรดกของจำเลย ส. และ ม. เข้ามาในคดีในฐานะเป็นคู่ความแทนจำเลยซึ่งถึงแก่ความตายระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาแทนจำเลยต่อไปเท่านั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ ส. และ ม. ทายาทของจำเลยรับผิดต่อโจทก์ไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ ส. และ ม. จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์ฎีกาแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 อีกทั้งจำเลยฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้ศาลอุทธรณ์รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาเท่านั้น มิได้ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดีโดยให้ยกฟ้องของโจทก์แต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเพียง 200 บาท แต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาอย่างคดีมีทุนทรัพย์เป็นเงิน 20,890 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนที่เสียเกินมาแก่จำเลย

________________________________

          โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 835,591 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงิน 781,834 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
          จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง
          ระหว่างพิจารณา จำเลยถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนายสมศักดิ์ และนางมะลิ ทายาทของจำเลยเข้าเป็นคู่ความแทนศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งบุคคลผู้ถูกเรียกเป็นคู่ความแทน
                   ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นายสมศักดิ์ และนางมะลิ ทายาทของจำเลยชำระเงิน 835,591 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 781,834 บาท นับถัดจากวันที่ 28 กันยายน 2543 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกของจำเลยที่ตกทอดแก่ทายาททั้งสองของจำเลย
          จำเลยอุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
          จำเลยฎีกา
          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยเนื่องจากจำเลยวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ครบถ้วนจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยมาตรา 229 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ในชั้นนี้คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยโดยไม่สั่งแก้ไขข้อบกพร่องในเรื่องที่จำเลยวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ไม่ครบถ้วนดังกล่าวเป็นการไม่ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม2548 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์แก่จำเลยถึงวันที่ 18 สิงหาคม 2548 วันที่ 10 สิงหาคม 2548 เจ้าหน้าที่ศาลทำบัญชีค่าธรรมเนียมของโจทก์และจำเลย โดยระบุค่าธรรมเนียมของโจทก์คิดเป็นเงิน 23,065 บาท วันที่ 17 สิงหาคม 2548 จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 20,890 บาท และวางค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำนวน 2,175 บาท ที่จำเลยอ้างในฎีกาทำนองว่า จำเลยวางค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ไม่ครบถ้วนเป็นเพราะความผิดของเจ้าหน้าที่ศาลที่คำนวณค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ไม่ถูกต้องจึงขัดต่อข้อเท็จจริงในสำนวน ทั้งการที่จำเลยชำระเงินค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์จำนวนเท่ากับที่โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นนั้น จำเลยย่อมรู้ได้ว่าไม่มีทางเป็นไปได้ที่จำเลยจะต้องวางค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นน้อยกว่าจำนวนค่าขึ้นศาลที่จำเลยจะต้องชำระในชั้นอุทธรณ์ เนื่องจากค่าขึ้นศาลจำนวนดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของค่าธรรมเนียมซึ่งจำเลยจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และการที่จำเลยวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ครบถ้วนดังกล่าว มิใช่เป็นกรณีที่คู่ความมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยถูกต้องครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 วรรคสอง ซึ่งศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้คู่ความชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วนก่อนมีคำสั่งรับหรือไม่รับคำคู่ความ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยโดยไม่สั่งให้จำเลยวางค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ถูกต้องครบถ้วนจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
          อนึ่ง คดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องให้นายสมศักดิ์ และนางมะลิ รับผิดในฐานะทายาทผู้รับมรดกของจำเลย นายสมศักดิ์และนางมะลิเข้ามาในคดีในฐานะเป็นคู่ความแทนจำเลยซึ่งถึงแก่ความตายระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาแทนจำเลยต่อไปเท่านั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นายสมศักดิ์และนางมะลิทายาทของจำเลยรับผิดต่อโจทก์ไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่นายสมศักดิ์และนางมะลิจึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องอีกประการหนึ่งคดีนี้จำเลยฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาเท่านั้น มิได้ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดีโดยให้ยกฟ้องของโจทก์แต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเพียง 200 บาท แต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาอย่างคดีมีทุนทรัพย์เป็นเงิน 20,890 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนที่เสียเกินมาแก่จำเลย
          พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 835,591 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงิน 781,834 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ




( ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว - นพพร โพธิรังสิยากร - สุทธิโชค เทพไตรรัตน์ )