วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2558

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7245/2554

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  7245/2554
พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
     โจทก์
นางสาวพนิดาหรือด้วง บุญเสริม
     จำเลย

ป.อ. มาตรา 78
ป.วิ.อ. มาตรา 84
พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 มาตรา 19

          แม้ว่ากฎหมายจะห้ามมิให้ศาลรับฟังคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยเป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาพิพากษาคดี ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 84 วรรคท้าย ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 มาตรา 19 แต่กฎหมายก็ไม่ได้ห้ามมิให้ศาลนำมาเป็นเหตุบรรเทาโทษแก่จำเลย ซึ่งถือได้ว่าคำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมดังกล่าวเป็นเหตุบรรเทาโทษโดยเหตุอื่นที่มีลักษณะทำนองเดียวกันกับเหตุบรรเทาโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ใน ป.อ. มาตรา 78 วรรคสอง

________________________________

          โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 478156667100/1102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4772 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32338391 ริบเมทแอมเฟตามีน อาวุธปืน ซองกระสุนปืนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง
          จำเลยให้การปฏิเสธ
          ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษา ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตและปรับ 1,000,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2930 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี ริบเมทแอมเฟตามีน อาวุธปืน ซองกระสุนปืน และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก
          จำเลยอุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน แต่ให้คืนอาวุธปืนและซองกระสุนปืนของกลางแก่เจ้าของ
          จำเลยฎีกา
        ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้จำเลยและนายสมานหรืออ๊อด พักอาศัยอยู่ที่บ้านหลังเดียวกัน เลขที่ 3329 ซอยอุดมสุข 3 แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้องเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1,120 เม็ด ซึ่งมีการตรวจพิสูจน์แล้วคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 26.204 กรัม ในปัญหาว่า จำเลยได้กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ โจทก์มีเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจำเลยมาสืบ 2 ปาก คือ ร้อยตำรวจเอกอรรถพล กับดาบตำรวจชวเลิศ ได้ความจากคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองปากดังกล่าวว่า ในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 18 นาฬิกา ขณะที่พยานทั้งสองปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่สถานีตำรวจภูธรตำบลสำโรงเหนือ ร้อยตำรวจเอกอรรถพลได้รับแจ้งจากสายลับว่า นายอ๊อดไม่ทราบชื่อและนามสกุลจริง ซึ่งพักอาศัยอยู่บริเวณตลาดเพชรรัตน์ ที่บ้านเลขที่ 3329 ซอยอุดมสุข 3 แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร มีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนครั้งละเป็นจำนวนมาก การซื้อขายจะติดต่อทางโทรศัพท์ ร้อยตำรวจเอกอรรถพลจึงวางแผนจับกุมโดยให้สายลับโทรศัพท์ขอซื้อเมทแอมเฟตามีนจากนายอ๊อด สายลับแจ้งว่าติดต่อซื้อได้จำนวน 220 เม็ด ราคาเม็ดละ 165 บาท นัดส่งมอบเมทแอมเฟตามีนเวลา 21.30 นาฬิกา ที่บริเวณร้านอาหารตามสั่งปากซอยอุดมสุข 3 โดยนายอ๊อดจะให้นางด้วงซึ่งเป็นแม่ค้าขายอาหารตามสั่งเป็นผู้นำมาส่งให้ โดยให้ข้อมูลว่านางด้วงอายุประมาณ 25 ปี รูปร่างท้วม ๆ พักอาศัยอยู่บ้านเดียวกับนายอ๊อด ครั้นเวลา 20.30 นาฬิกา พยานทั้งสองกับพวกและสายลับได้พากันเดินทางไปที่บริเวณตลาดเพชรรัตน์ ร้อยตำรวจเอกอรรถพลได้สั่งให้ดาบตำรวจชวเลิศและผู้ใต้บังคับบัญชาอื่นยืนปะปนกระจัดกระจายอยู่กับผู้คนบริเวณปากซอยอุดมสุข 3 ส่วนร้อยตำรวจเอกอรรถพลกับพวกอีกคนหนึ่งซุ่มอยู่ในรถยนต์ซึ่งจอดอยู่เยื้อง ๆ กับบ้านนายอ๊อด ต่อมาเวลา 21.30 นาฬิกา ร้อยตำรวจเอกอรรถพลเห็นจำเลยซึ่งมีลักษณะตามที่ได้รับแจ้งเดินออกจากบ้านหลังดังกล่าวไปทางปากซอยอุดมสุข 3 ร้อยตำรวจเอกอรรถพลจึงโทรศัพท์แจ้งให้ดาบตำรวจชวเลิศกับพวกทราบ และเดินตามจำเลยไปที่ร้านอาหารตามสั่ง เมื่อจำเลยเดินไปถึงร้านอาหารดังกล่าว ร้อยตำรวจเอกอรรถพลและดาบตำรวจชวเลิศกับพวกจึงแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจขอตรวจค้นตัวจำเลย จำเลยจึงได้ส่งห่อของที่อยู่ในมือขวาของจำเลยจำนวน 3 ห่อ ให้แก่ร้อยตำรวจเอกอรรถพล ห่อของดังกล่าวพันด้วยเทปกาวสีน้ำตาล เมื่อร้อยตำรวจเอกอรรถพลแกะออกดูจึงพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 20 เม็ดห่อหนึ่ง ส่วนอีก 2 ห่อ พบห่อละ 100 เม็ด ร้อยตำรวจเอกอรรถพลสอบถามจำเลยถึงเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว จำเลยบอกว่าเป็นของนายอ๊อดให้นำมาส่งให้แก่ลูกค้าและจำเลยบอกว่ายังมีเมทแอมเฟตามีนอยู่ที่บ้านอีก ร้อยตำรวจเอกอรรถพลจึงให้จำเลยนำไปตรวจค้นที่บ้านเลขที่ 3329 โดยจำเลยนำไปตรวจค้นที่ห้องนอนชั้นสอง จำเลยบอกว่าจำเลยและนายอ๊อดนอนอยู่ในห้องนั้น แต่จำเลยกับนายอ๊อดไม่ได้เป็นอะไรกัน เมื่อร้อยตำรวจเอกอรรถพลสอบถามว่าซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนไว้ที่ไหน จำเลยก็ไปหยิบเมทแอมเฟตามีนซึ่งใส่ไว้ในถุงพลาสติกมีหูหิ้ววางไว้ที่พื้นบริเวณหน้าห้องนอนข้าง ๆ กล่องกระดาษ ร้อยตำรวจเอกอรรถพลตรวจค้นที่ถุงดังกล่าว พบห่อเมทแอมเฟตามีนซึ่งพันด้วยเทปกาวสีน้ำตาลอีก 9 ห่อ รวม 900 เม็ด โดยจำเลยอ้างว่าเป็นของนายอ๊อดเช่นเดียวกัน พยานทั้งสองจึงจับกุมจำเลยแจ้งข้อหาเป็นคดีนี้ จำเลยให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุมดังนี้ ข้ออ้างของจำเลยที่ว่าไม่ทราบว่าของที่อยู่ในห่อเป็นอะไรนั้น ฟังไม่ขึ้น ไม่ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะทำหลักฐานขึ้นเพื่อปรักปรำจำเลย ในการที่เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นในบ้านพักของจำเลยนั้น จำเลยเป็นคนหยิบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 900 เม็ด ให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจ ไม่ใช่เจ้าพนักงานตำรวจค้นพบเองดังที่จำเลยฎีกา และฟังได้ต่อไปว่าจำเลยร่วมกับนายสมานมีเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานร่วมกับพวกมีเมทแอมเฟตามีนจำนวนตามฟ้องไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
          อนึ่ง คดีนี้ได้ความตามที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม แม้ว่ากฎหมายจะห้ามมิให้ศาลรับฟังคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยเป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาพิพากษาคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 84 วรรคท้าย ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 มาตรา 19 แต่กฎหมายก็ไม่ได้ห้ามมิให้ศาลนำมาเป็นเหตุบรรเทาโทษแก่จำเลย ซึ่งถือได้ว่าคำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมดังกล่าวเป็นเหตุบรรเทาโทษโดยเหตุอื่นที่มีลักษณะทำนองเดียวกันกับเหตุบรรเทาโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 วรรคสอง ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสาม
          พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือนและปรับ 666,666.67 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์




( ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว - พีรพล พิชยวัฒน์ - พิสิฐ ฐิติภัค )

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3618/2554

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  3618/2554
บริษัททอร์ เนคตาร์ ชิปปิ้ง
     โจทก์
กรมสรรพากร
     จำเลย

ป.วิ.พ. มาตรา 224
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 25
ป.รัษฎากร มาตรา 77/2, 80/1, 82/5

          อุทธรณ์ของจำเลยเป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลภาษีอากรกลางในการวินิจฉัยเรื่องเหตุอันควรงดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ว่ามีความเหมาะสมเพียงใด เป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อจำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มแก่โจทก์สำหรับแต่ละเดือนภาษีพิพาทรวม 5 ฉบับ การพิจารณาทุนทรัพย์ที่พิพาทจึงต้องพิจารณาตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ประเมินในแต่ละเดือนภาษี ถือว่าแต่ละเดือนภาษีพิพาทเป็น 1 ข้อหา แยกออกจากกันได้เมื่อเดือนภาษีพฤศจิกายน 2547 ถึงเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2548 มีทุนทรัพย์ที่พิพาทแต่ละเดือนภาษีไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 25
          กิจการของโจทก์ในส่วนที่เป็นการขนส่งสินค้าจากนอกราชอาณาจักรแห่งหนึ่งไปยังนอกราชอาณาจักรอีกแห่งหนึ่งมีลักษณะเป็นการรับขนสินค้านอกราชอาณาจักรทั้งสิ้น แม้โจทก์จะมีการทำธุรกรรมการประสานงานหรือการติดต่อลูกค้าในราชอาณาจักรหรือไม่ก็ตาม แต่ลักษณะสำคัญของการให้บริการโดยตรงของโจทก์คือการให้บริการรับขนสินค้าออกนอกราชอาณาจักรหรือรับขนสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร ถือว่าเป็นกิจการที่ไม่มีส่วนใดได้ทำการขนส่งสินค้าหรือได้ใช้บริการขนส่งสินค้านั้นในราชอาณาจักร จึงไม่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตาม ป.รัษฎากร มาตรา 77/2 ภาษีซื้อที่เกี่ยวกับกิจการในส่วนที่ย่อมไม่อาจนำมาหักในการคำนวณภาษีได้เมื่อภาษีซื้อพิพาทไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจการขนส่งจากในราชอาณาจักรออกไปนอกราชอาณาจักรหรือจากนอกราชอาณาจักรเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างไรโจทก์จึงไม่อาจนำภาษีซื้อที่ถูกเรียกเก็บในแต่ละเดือนภาษีพิพาทดังกล่าวมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มในกิจการนี้ได้ เนื่องจากเป็นภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของผู้ประกอบการตาม ป.รัษฎากร มาตรา 82/5 (3)

________________________________

          โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยเป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมในรัฐบาลสังกัดกระทรวงการคลัง โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เรือเดินทะเล 1 ลำ ชื่อว่า ทอร์ เนคตาร์ ชิปปิ้ง โจทก์ใช้เรือเดินทะเลดังกล่าวให้บริการขนส่งสินค้าทั้งในและนอกประเทศโจทก์จึงได้นำภาษีซื้อในการดำเนินกิจการของโจทก์แต่ละเดือนมาใช้สิทธิขอคืน โดยโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) และใช้สิทธิขอคืนภาษีซื้อสำหรับเดือนภาษีพฤศจิกายน 2547 ถึงเดือนภาษีมีนาคม 2548 รวม 5 เดือนภาษี เป็นภาษีซื้อที่ขอคืนรวม 283,011 บาท ต่อมาโจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีพิพาท รวม 5 ฉบับ จากจำเลยในการตรวจปฏิบัติการภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนภาษีพิพาท โจทก์ได้ให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยเรือเดินทะเลโดยไม่มีการให้การบริการและไม่มีรายได้จากการรับขนสินค้าออกนอกราชอาณาจักรหรือเข้ามาในราชอาณาจักร โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอคืนภาษีซื้อเนื่องจากเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/5 (3) โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินภาษีซื้อคืน พร้อมกับแจ้งให้โจทก์ชำระเบี้ยปรับ 1 เท่าของภาษีซื้อที่ขอคืนในแต่ละเดือนภาษีพิพาท แต่จำเลยได้พิจารณาลดเบี้ยปรับให้คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย รวมเป็นเบี้ยปรับ 141,502 บาท โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่าโจทก์มีรายรับจากการรับขนสินค้าระหว่างท่าเรือนอกราชอาณาจักรถือเป็นการให้บริการและใช้บริการนอกราชอาณาจักร ไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/2 ภาษีซื้อที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของโจทก์เป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/5 (3) ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์โจทก์เห็นว่า โจทก์ประกอบกิจการขนส่งระหว่างประเทศโดยเรือเดินทะเลและเป็นผู้ประกอบการที่ให้ใช้อัตราภาษีร้อยละ 0 ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม การให้บริการของโจทก์เป็นการให้บริการในราชอาณาจักรโดยไม่ต้องคำนึงว่าการให้บริการนั้นจะอยู่นอกราชอาณาจักร การยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) สำหรับเดือนภาษีพฤศจิกายน 2547 ถึงเดือนภาษีมีนาคม 2548 ของโจทก์ถูกต้องแล้ว จำเลยจึงไม่มีอำนาจเรียกเบี้ยปรับจากโจทก์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 (4) ประกอบกับเมื่อจำเลยโต้แย้งว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้ประกอบการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม จำเลยจึงไม่สามารถเรียกเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 (4) ได้ นอกจากนี้หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนภาษีพิพาทเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ได้ระบุเหตุผลซึ่งประกอบด้วยข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจในการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและไม่ใช่เหตุผลที่รู้กันอยู่แล้ว จึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบ จำเลยจึงไม่มีอำนาจในการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากร มาตรา 88 ขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนภาษีพิพาทและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ และขอให้งดเบี้ยปรับ
          จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยเรือเดินทะเล แต่ไม่ได้ให้บริการในราชอาณาจักร จึงขอคืนภาษีซื้อไม่ได้ ในเดือนภาษีพิพาทโจทก์ไม่มีการรับขนสินค้าออกนอกราชอาณาจักร แต่โจทก์มีรายรับจากการขนสินค้าระหว่างเมืองท่านอกราชอาณาจักร ถือเป็นการให้บริการและใช้บริการนอกราชอาณาจักร จึงไม่อยู่ในบังคังต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/2 ภาษีซื้อในเดือนภาษีพิพาทจึงเป็นภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/5 (3) โจทก์จึงไม่มีสิทธินำภาษีซื้อในเดือนภาษีพิพาทมาขอคืน การยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีพิพาทจึงเป็นการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ไม่ถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาด อันเป็นเหตุให้จำนวนภาษีซื้อในเดือนภาษีพิพาทที่แสดงไว้คลาดเคลื่อนไป เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจประเมินภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 88 (2) โจทก์จึงต้องรับผิดชำระเบี้ยปรับ 1 เท่าของจำนวนภาษีซื้อที่แสดงไว้เกินในแต่ละเดือนภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 (4) แต่การที่เจ้าพนักงานประเมินเห็นควรให้ลดเบี้ยปรับคงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายเป็นประโยชน์และเป็นธรรมแก่โจทก์แล้ว นอกจากนี้โจทก์ได้ทราบข้อเท็จจริงเหตุผลและข้อกฎหมายตามการประเมินแล้ว ทั้งหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและใบแนบหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มมีรายละเอียดข้อเท็จจริง ข้อพิจารณา ข้อสนับสนุนการใช้ดุลพินิจและข้อกฎหมายครบถ้วนแล้ว นอกจากนี้การที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินมีผลให้โจทก์มีสิทธิได้รับคืนภาษีซื้อเป็นเงิน 283,010.46 บาท แต่โจทก์ยังไม่ได้ชำระค่าขึ้นศาลและไม่ได้มีคำขอท้ายฟ้องให้คืนเงินในส่วนนี้ จึงถือว่าโจทก์ไม่โต้แย้งการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนของภาษีซื้อ และยอมรับว่าการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ในส่วนของภาษีซื้อถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นยุติตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง
          ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่า ให้งดเบี้ยปรับแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็บพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
          จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
          ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยเป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมในรัฐบาล สังกัดกระทรวงการคลัง โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เรือเดินทะเล 1 ลำ ชื่อว่า ทอร์เนคตาร์ชิปปิ้ง โจทก์ใช้เรือเดินทะเลดังกล่าวให้บริการขนส่งสินค้าทั้งในและนอกราชอาณาจักรโดยให้บริการขนส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักรขนสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร และขนสินค้าระหว่างเมืองท่าต่างๆ ที่อยู่นอกราชอาณาจักร โจทก์ได้นำภาษีซื้อในการดำเนินกิจการของโจทก์แต่ละเดือนมาใช้สิทธิขอคืน โดยโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) และใช้สิทธิขอคืนภาษีซื้อโดยไม่ชอบสำหรับเดือนภาษีพฤศจิกายน 2547 ถึงเดือนภาษีมีนาคม 2548 รวม 5 เดือนภาษีพิพาทเป็นเงิน 283,011 บาท ต่อมาโจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีพิพาทจำเลยรวม 5 ฉบับว่าในการตรวจปฏิบัติการภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนภาษีพิพาท โจทก์ได้ให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยเรือเดินทะเลโดยไม่มีการให้บริการและไม่มีรายได้จากการรับขนสินค้าออกนอกราชอาณาจักรหรือเข้ามาในราชอาณาจักร โจทก์ไม่มีสิทธิขอคืนภาษีซื้อเนื่องจากเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/5 (3) โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินภาษีซื้อคืน พร้อมกับแจ้งให้โจทก์ชำระเบี้ยปรับ 1 เท่าของภาษีซื้อที่ขอคืนในแต่ละเดือนภาษีพิพาทโดยพิจารณาลดเบี้ยปรับให้คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย รวมเป็นเบี้ยปรับ 141,502 บาท โจทก์ได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่า โจทก์มีรายรับจากการรับขนสินค้าระหว่างท่าเรือนอกราชอาณาจักรถือเป็นการให้บริการและใช้บริการนอกราชอาณาจักร จึงไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/2 ภาษีซื้อที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของโจทก์เป็นภาษีซื้อต้องห้ามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/5 (3) ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ไม่เห็นชอบกับการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ จึงนำคดีนี้มาฟ้อง
          พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเพียงว่า กรณีมีเหตุอันควรงดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์หรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ในเดือนภาษีพิพาทไว้ไม่ถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาดอันเป็นเหตุให้จำนวนภาษีซื้อคลาดเคลื่อน โจทก์จึงต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 (4) และความผิดพลาดดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเนื่องจากโจทก์ไม่เข้าใจข้อกฎหมาย จึงไม่มีเหตุที่จะผ่อนผันให้งดหรือลดเบี้ยปรับตามการประเมินลงอีก ขอให้ยกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่าอุทธรณ์ของจำเลยเป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลภาษีอากรกลางในการวินิจฉัยเรื่องเหตุอันควรงดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ว่ามีความเหมาะสมเพียงใด จึงเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อคดีนี้จำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มแก่โจทก์สำหรับแต่ละเดือนภาษีพิพาทรวม 5 ฉบับ การพิจารณาทุนทรัพย์ที่พิพาทจึงต้องพิจารณาตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ประเมินในแต่ละเดือนภาษี ถือว่าแต่ละเดือนภาษีพิพาทเป็น 1 ข้อหา แยกออกจากกันได้ เมื่อเดือนภาษีพฤศจิกายน 2547 ถึงเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2548 มีทุนทรัพย์ที่พิพาทแต่ละเดือนภาษีไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 25 ในส่วนนี้ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย แต่สำหรับเดือนภาษีมีนาคม 2548 นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่า โจทก์ให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยเรือเดินทะเลทั้งในและนอกราชอาณาจักร มีทั้งให้บริการขนส่งสินค้าจากในราชอาณาจักรออกไปยังนอกราชอาณาจักร จากนอกราชอาณาจักรเข้ามาในราชอาณาจักรและจากนอกราชอาณาจักรแห่งหนึ่งไปยังนอกราชอาณาจักรอีกแห่งหนึ่ง แม้ตามประมวลรัษฎากรจะไม่ได้ให้ความหมายไว้ว่า การให้บริการขนส่งระหว่างประเทศ ที่ให้ผู้ประกอบการนิติบุคคลใช้อัตราภาษีร้อยละ 0 ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 80/1 (3) หมายถึงกิจการในลักษณะใดบ้างก็ตาม แต่บทบัญญัติในมาตราดังกล่าวก็ต้องอยู่ภายใต้บังคับของประมวลรัษฎากร มาตรา 77/2 ที่บัญญัติว่าการกระทำกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักรให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามบทบัญญัติในหมวดนี้
          (1) การขายสินค้าหรือการให้บริการโดยผู้ประกอบการ
          (2) การนำเข้าสินค้าโดยผู้นำเข้า
          การให้บริการในราชอาณาจักรให้หมายถึงบริการที่ทำในราชอาณาจักร โดยไม่คำนึงว่าการใช้บริการนั้นจะอยู่ในต่างประเทศหรือในราชอาณาจักร
          การให้บริการที่ทำในต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักรให้ถือว่าการให้บริการนั้นเป็นการให้บริการในราชอาณาจักร
          ดังนั้น การขนส่งระหว่างประเทศที่จะอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงหมายถึงกิจการการขนส่งที่บางส่วนได้ทำหรือได้ใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร การพิจารณาว่ากิจการส่วนใดของโจทก์อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจึงต้องแยกพิจารณาเป็นรายกิจการ หาใช่ว่าเมื่อกิจการของโจทก์เป็นการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่งแล้วจะถือเป็นกิจการที่ทำในราชอาณาจักรและอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มทั้งหมดตามที่โจทก์ฟ้องไม่สำหรับกิจการของโจทก์ในส่วนที่เป็นการขนส่งสินค้าจากในราชอาณาจักรออกไปยังนอกราชอาณาจักร และในส่วนที่เป็นการขนส่งสินค้าจากนอกราชอาณาจักรเข้ามาในราชอาณาจักร ถือว่าเป็นกิจการที่บางส่วนได้ทำหรือได้ใช้บริการนั้นในราชอาณาจักรจึงอยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แม้เรือจะอยู่นอกราชอาณาจักรในเดือนภาษีพิพาทก็ตามแต่สำหรับกิจการของโจทก์ในส่วนที่เป็นการขนส่งสินค้าจากนอกราชอาณาจักรแห่งหนึ่งไปยังนอกราชอาณาจักรอีกแห่งหนึ่งนั้นมีลักษณะเป็นการรับขนสินค้านอกราชอาณาจักรทั้งสิ้น แม้โจทก์จะมีการทำธุรกรรมการประสานงานหรือการติดต่อลูกค้าในราชอาณาจักรหรือไม่ก็ตาม แต่ลักษณะสำคัญของการให้บริการโดยตรงของโจทก์คือการให้บริการรับขนสินค้า เมื่อการทำงานในส่วนนี้มิใช่เป็นการรับขนสินค้าออกนอกราชอาณาจักรหรือรับขนสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร ถือว่าเป็นกิจการที่ไม่มีส่วนใดได้ทำการขนส่งสินค้าหรือได้ใช้บริการขนส่งสินค้านั้นในราชอาณาจักร จึงไม่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/2 ภาษีซื้อที่เกี่ยวกิจการในส่วนนี้ย่อมไม่อาจนำมาหักในการคำนวณภาษีได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าภาษีซื้อพิพาทเกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจการขนส่งจากในราชอาณาจักรออกไปนอกราชอาณาจักรหรือจากนอกอาณาจักรเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างไร โจทก์จึงไม่อาจนำภาษีซื้อที่ถูกเรียกเก็บในแต่ละเดือนภาษีพิพาทดังกล่าวมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มในกิจการนี้ได้ เนื่องจากเป็นภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของผู้ประกอบการตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/5 (3) เมื่อโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเหตุให้จำนวนภาษีซื้อในเดือนภาษีพิพาทแสดงไว้คลาดเคลื่อนไปซึ่งอาจทำให้รัฐต้องเสียหาย จึงต้องรับผิดชำระเบี้ยปรับตามกฎหมาย การที่เจ้าพนักงานประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยลดเบี้ยปรับให้คงเหลือเพียงร้อยละ 50 นับว่าเป็นคุณแก่โจทก์มากแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้งดเบี้ยปรับมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน
          พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอตามฟ้องโจทก์สำหรับเดือนภาษีมีนาคม 2548 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ



( ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว - สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์ - นพพร โพธิรังสิยากร )


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2815/2554

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  2815/2554
บริษัทสิริมนต์ จำกัด
     โจทก์
นายตุ่น กรรณิกา โดยนายสมศักดิ์ กรรณิกา
     
และนางมะลิ จารุจันทร์ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
     จำเลย

ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคสอง, 142(5), 246, 247 ตาราง 1 ข้อ 2 (ก) ท้าย ป.วิ.พ.

          การที่จำเลยวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ครบถ้วน มิใช่เป็นกรณีที่คู่ความมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยถูกต้องครบถ้วนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคสอง ซึ่งศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้คู่ความชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วนก่อนมีคำสั่งรับหรือไม่รับคำคู่ความดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยโดยไม่สั่งให้จำเลยวางค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ถูกต้องครบถ้วนจึงชอบแล้ว
          โจทก์มิได้ฟ้องให้ ส. และ ม. รับผิดในฐานะทายาทผู้รับมรดกของจำเลย ส. และ ม. เข้ามาในคดีในฐานะเป็นคู่ความแทนจำเลยซึ่งถึงแก่ความตายระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาแทนจำเลยต่อไปเท่านั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ ส. และ ม. ทายาทของจำเลยรับผิดต่อโจทก์ไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ ส. และ ม. จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์ฎีกาแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 อีกทั้งจำเลยฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้ศาลอุทธรณ์รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาเท่านั้น มิได้ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดีโดยให้ยกฟ้องของโจทก์แต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเพียง 200 บาท แต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาอย่างคดีมีทุนทรัพย์เป็นเงิน 20,890 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนที่เสียเกินมาแก่จำเลย

________________________________

          โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 835,591 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงิน 781,834 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
          จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง
          ระหว่างพิจารณา จำเลยถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนายสมศักดิ์ และนางมะลิ ทายาทของจำเลยเข้าเป็นคู่ความแทนศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งบุคคลผู้ถูกเรียกเป็นคู่ความแทน
                   ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นายสมศักดิ์ และนางมะลิ ทายาทของจำเลยชำระเงิน 835,591 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 781,834 บาท นับถัดจากวันที่ 28 กันยายน 2543 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกของจำเลยที่ตกทอดแก่ทายาททั้งสองของจำเลย
          จำเลยอุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
          จำเลยฎีกา
          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยเนื่องจากจำเลยวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ครบถ้วนจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยมาตรา 229 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ในชั้นนี้คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยโดยไม่สั่งแก้ไขข้อบกพร่องในเรื่องที่จำเลยวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ไม่ครบถ้วนดังกล่าวเป็นการไม่ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม2548 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์แก่จำเลยถึงวันที่ 18 สิงหาคม 2548 วันที่ 10 สิงหาคม 2548 เจ้าหน้าที่ศาลทำบัญชีค่าธรรมเนียมของโจทก์และจำเลย โดยระบุค่าธรรมเนียมของโจทก์คิดเป็นเงิน 23,065 บาท วันที่ 17 สิงหาคม 2548 จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 20,890 บาท และวางค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำนวน 2,175 บาท ที่จำเลยอ้างในฎีกาทำนองว่า จำเลยวางค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ไม่ครบถ้วนเป็นเพราะความผิดของเจ้าหน้าที่ศาลที่คำนวณค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ไม่ถูกต้องจึงขัดต่อข้อเท็จจริงในสำนวน ทั้งการที่จำเลยชำระเงินค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์จำนวนเท่ากับที่โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นนั้น จำเลยย่อมรู้ได้ว่าไม่มีทางเป็นไปได้ที่จำเลยจะต้องวางค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นน้อยกว่าจำนวนค่าขึ้นศาลที่จำเลยจะต้องชำระในชั้นอุทธรณ์ เนื่องจากค่าขึ้นศาลจำนวนดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของค่าธรรมเนียมซึ่งจำเลยจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และการที่จำเลยวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ครบถ้วนดังกล่าว มิใช่เป็นกรณีที่คู่ความมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยถูกต้องครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 วรรคสอง ซึ่งศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้คู่ความชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วนก่อนมีคำสั่งรับหรือไม่รับคำคู่ความ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยโดยไม่สั่งให้จำเลยวางค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ถูกต้องครบถ้วนจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
          อนึ่ง คดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องให้นายสมศักดิ์ และนางมะลิ รับผิดในฐานะทายาทผู้รับมรดกของจำเลย นายสมศักดิ์และนางมะลิเข้ามาในคดีในฐานะเป็นคู่ความแทนจำเลยซึ่งถึงแก่ความตายระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาแทนจำเลยต่อไปเท่านั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นายสมศักดิ์และนางมะลิทายาทของจำเลยรับผิดต่อโจทก์ไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่นายสมศักดิ์และนางมะลิจึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องอีกประการหนึ่งคดีนี้จำเลยฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาเท่านั้น มิได้ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดีโดยให้ยกฟ้องของโจทก์แต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเพียง 200 บาท แต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาอย่างคดีมีทุนทรัพย์เป็นเงิน 20,890 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนที่เสียเกินมาแก่จำเลย
          พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 835,591 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงิน 781,834 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ




( ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว - นพพร โพธิรังสิยากร - สุทธิโชค เทพไตรรัตน์ )

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 868/2554

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  868/2554
พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
     โจทก์
นายนิติวัฒน์ ตันติอมรพงษ์
     จำเลย

ป.อ. มาตรา 56, 78, 340 วรรคแรก

          การขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายอันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานปล้นทรัพย์นั้น อาจขู่ตรง ๆ หรือใช้ถ้อยคำ ทำกิริยา หรือทำประการใดให้เข้าใจได้เช่นนั้น เป็นการแสดงให้ผู้ถูกขู่เข็ญเข้าใจว่าจะรับภัยจากการกระทำของผู้ขู่เข็ญการที่จำเลยกับพวกบังคับเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหาย โดย ม. พวกของจำเลยทำท่าทางเหมือนจะชักอาวุธออกมาโดยล้วงเข้าไปในเสื้อบริเวณเอว แม้มิได้ใช้กำลังประทุษร้าย มิได้ใช้อาวุธมาขู่บังคับหรือพูดว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายก็ตาม แต่กิริยาท่าทีของ ม. ดังกล่าว เป็นพฤติการณ์ที่ถือได้ว่าเป็นการขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย ทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวว่าจำเลยกับพวกจะใช้กำลังประทุษร้ายจึงต้องจำยอมให้โทรศัพท์เคลื่อนที่แก่จำเลยกับพวกไป การกระทำของจำเลยกับพวกครบองค์ประกอบความผิดฐานปล้นทรัพย์แล้ว
          ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุไม่เกิน 20 ปี และกระทำผิดโดยมิได้ใช้อาวุธลักษณะเป็นการกระทำของวัยรุ่นที่คึกคะนอง ทั้งจำเลยให้การรับสารภาพตลอดมาและชดใช้เงินแก่ผู้เสียหาย 20,000 บาท ผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความ ปรากฏว่าจำเลยเป็นนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย

________________________________

          โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ให้จำเลยคืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อโซนี่ อิริคสัน รุ่น W 620 I จำนวน เครื่อง หรือหากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาจำนวน 10,000 บาท แก่ผู้เสียหาย
          จำเลยให้การรับสารภาพ
          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคแรก ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 19 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุก ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลย ปีเดือน ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อโซนี่ อิริคสัน รุ่น W 610 I จำนวน เครื่อง หรือหากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาจำนวน 10,000 บาท แก่ผู้เสียหายนั้น ปรากฏข้อเท็จจริงในชั้นพิจารณาว่าจำเลยได้ใช้เงินค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายเป็นเงิน 10,000 บาทแล้ว จึงให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้
          จำเลยอุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ลดมาตราส่วนโทษแล้ว จำคุก ปี และปรับ 4,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ปี และปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ปี และคุมความประพฤติของจำเลยไว้มีกำหนด ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก เดือน ต่อครั้ง เป็นเวลา ปี และให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 18 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
          โจทก์ฎีกา
          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “...การขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายอันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานปล้นทรัพย์นั้น อาจขู่ตรง ๆ หรือใช้ถ้อยคำ ทำกิริยา หรือทำประการใดให้เข้าใจได้เช่นนั้น เป็นการแสดงให้ผู้ถูกขู่เข็ญเข้าใจว่าจะได้รับภัยจากการกระทำของผู้ขู่เข็ญ การที่จำเลยกับพวกบังคับเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายโดยนายมาทฐวุฒิพวกของจำเลยทำท่าทางเหมือนจะชักอาวุธออกมาโดยล้วงเข้าไปในเสื้อบริเวณเอว แม้มิได้ใช้กำลังประทุษร้าย มิได้ใช้อาวุธมาขู่บังคับหรือพูดว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายก็ตาม แต่กิริยาท่าทีของนายมาทฐวุฒิที่ทำท่าทางเหมือนกับจะชักอาวุธออกมานั้น ย่อมถือได้ว่าเป็นการขู่บังคับ ประกอบกับผู้เสียหายเบิกความว่าเหตุที่มอบโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้นายมาทฐวุฒิ เพราะเกรงว่าจะถูกทำร้าย อันเป็นพฤติการณ์ที่ถือได้ว่าเป็นการขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวว่าจำเลยกับพวกจะใช้กำลังประทุษร้าย จึงต้องจำยอมให้โทรศัพท์เคลื่อนที่แก่จำเลยกับพวกไป การกระทำของจำเลยกับพวกดังกล่าวครบองค์ประกอบความผิดฐานปล้นทรัพย์แล้ว จำเลยจึงมีความผิดฐานปล้นทรัพย์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น อย่างไรก็ตามจำเลยกระทำความผิดในขณะอายุไม่เกิน 20 ปี และร่วมกระทำความผิดโดยเพียงแต่ร่วมกันบังคับเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายไป โดยจำเลยกับพวกมิได้ใช้อาวุธมาขู่บังคับ และจำเลยมิได้เป็นผู้พูดว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย พฤติการณ์แห่งความผิดของจำเลยไม่ร้ายแรงนัก ลักษณะเป็นการกระทำของวัยรุ่นที่คึกคะนอง ประกอบกับจำเลยให้การรับสารภาพตลอดมาแสดงว่ารู้สำนึกในความผิดที่ได้กระทำ ทั้งได้มอบเงินจำนวน 20,000 บาท ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายจนผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความแก่จำเลยแล้ว นับว่าจำเลยได้พยายามบรรเทาผลร้ายแห่งการกระทำของตน ทั้งปรากฏตามใบรับรองสภาพการเป็นนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงว่าจำเลยกำลังศึกษาเล่าเรียน ประกอบกับจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำ จึงให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งและคุมความประพฤติของจำเลยไว้ด้วย”
          พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคแรก ลดมาตราส่วนโทษลงกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ลงโทษจำคุก ปี และปรับ 15,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก ปี เดือน และปรับ 7,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง ให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้ ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก เดือนต่อครั้ง ให้จำเลยละเว้นการคบหาสมาคมหรือการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดในทำนองเดียวกันอีก กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์




( ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว - นพพร โพธิรังสิยากร - สุทธิโชค เทพไตรรัตน์ )

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 673/2554

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  673/2554
บริษัททอร์ เนรัส ชิปปิ้ง จำกัด
     โจทก์
กรมสรรพากร กับพวก
     จำเลย

ป.รัษฎากร มาตรา 77/2, 80/1(3), 82/5(3)

กิจการขนส่งระหว่างประเทศที่จะอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม หมายถึงกิจการขนส่งที่บางส่วนได้ทำหรือได้ใช้บริการนั้นในราชอาณาจักรตาม ป.รัษฎากร มาตรา 77/2 แต่กิจการของโจทก์ในส่วนที่เป็นการขนส่งสินค้านอกราชอาณาจักรจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่ง มีลักษณะเป็นการรับขนสินค้านอกราชอาณาจักรทั้งสิ้น ไม่มีส่วนใดได้ทำหรือได้ใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร จึงไม่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา  77/2 ดังนั้น จึงไม่อาจนำภาษีซื้อที่เกี่ยวกับกิจการในส่วนนี้มาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้ เนื่องจากเป็นภาษีซื้อต้องห้ามที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจการตามมาตรา 82/5 (3)

________________________________


( ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว - สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์ - นพพร โพธิรังสิยากร )

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 171/2554

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  171/2554
พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
     โจทก์
นายนิพนธ์ บุญดล กับพวก
     จำเลย

ป.อ. มาตรา 80, 83, 288
ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง, 218 วรรคหนึ่ง, 218 วรรคสอง
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง

          การที่ผู้เสียหายพยายามบ่ายเบี่ยงไม่ยอมเบิกความต่อศาล ครั้นเมื่อมาเบิกความกลับระบุว่าจำเลยที่ 1 ไม่ใช่คนร้าย อันขัดแย้งกับคำให้การในชั้นสอบสวนที่ให้การยืนยันว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย จึงเชื่อว่าเป็นการเบิกความเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ให้ไม่ต้องรับโทษ ชั้นสอบสวนผู้เสียหายให้การตั้งแต่วันเกิดเหตุยังไม่มีเวลาไตร่ตรองหาเหตุผลมาช่วยเหลือจำเลยที่ 1 มายังสถานีตำรวจ ผู้เสียหายก็ชี้ตัวยืนยันว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายตั้งแต่วันเกิดเหตุนั้นเอง คำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายจึงน่าเชื่อถือมากกว่าคำเบิกความชั้นศาล
          โจทก์ฎีกาเพียงว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่ลงโทษจำเลยทั้งสองในบางข้อหานั้น โจทก์ไม่เห็นด้วย ขอให้ศาลฎีกาลงโทษจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นตามฎีกาของโจทก์ดังกล่าวมิได้แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาเพื่อให้เห็นว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 คลาดเคลื่อนหรือไม่ถูกต้องอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง

________________________________

          โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2542 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยทั้งสองร่วมกันมีอาวุธปืนลูกซองสั้น ไม่ทราบขนาด ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับ จำนวน 1 กระบอก กับกระสุนปืนลูกซองขนาดเดียวกันกับอาวุธปืนจำนวน 1 นัด ใช้ยิงได้ไว้ครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และจำเลยทั้งสองร่วมกันพาอาวุธปืนและกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปตามถนนในท้องที่หมู่ที่ 2 ตำบลธารทหาร อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นหม่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตทั้งไม่มีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ ไม่ได้รับยกเว้นใดๆ ตามกฎหมาย แล้วจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงนายกฤษณะ ผู้เสียหายโดยเจตนาฆ่า จำเลยทั้งสองกระทำผิดไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผลผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย เหตุทั้งหมดเกิดที่ตำบลธารทหาร อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสองและยึดได้ลูกกระสุนปืน (ลูกตะกั่วเม็ดกลม) จำนวน 7 เม็ด จากบริเวณที่เกิดเหตุและตัวผู้เสียหายเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 80, 83, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบลูกกระสุนปืนของกลาง
          จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามยามฆ่าผู้อื่น จำคุกคนละ 10 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในหมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 11 ปี ริบลูกกระสุนปืนของกลาง
          จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 จำคุก 10 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนซึ่งเป็นกฎหมายบที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
          โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 อนุญาตให้จำเลยที่ 2 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
          ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอถอนฎีกา ศาลฎีกาอนุญาต
          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ในชั้นนี้คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ซึ่งฎีกาขอให้ยกฟ้องในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น และฎีกาของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ริบของกลางด้วยนั้น ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ริบลูกกระสุนปืนของกลางตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์จึงไม่ได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 แต่อย่างใด ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ปัญหาว่า จำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายและร่วมกันมีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือไม่ ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องได้มีคำร้ายใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นยิงนายกฤษณะ ผู้เสียหายถูกที่บริเวณต้นคอบาดแผนลึกประมาณ 0.5 เซนติเมตร มีลูกกระสุนปืนฝังอยู่ 1 ลูกปัญหาว่า จำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายมาเบิกความเป็นพยานว่า ในคืนเกิดเหตุผู้เสียหายไปเที่ยวงานลอยกระทงที่วัดน้ำสาดเหนือเมื่อเวลาประมาณ 20 นาฬิกา ต่อมาได้ขึ้นไปรับประทานอาหารบนศาลาวัดซึ่งมีไฟฟ้าหลอดนีออนติดอยู่หลายหลอด มีชาย 7 คน ถึง 8 คน ซึ่งผู้เสียหายไม่รู้จักมาก่อนขึ้นไปรุมซ้อมทำร้ายร่ายกายผู้เสียหายบนศาลา ผู้เสียหายจึงคว้าเอามีดบนศาลานั้นมาฟันป้องกันตัว กลุ่มชายดังกล่าวได้ขว้างมีดใส่ผู้เสียหาย ส่วนพวกของชายกลุ่มนั้นซึ่งอยู่ด้านล่างของศาลได้ยิงปืนมาที่ผู้เสียหาย 1 นัด ผู้เสียหายกระโดดหลบไปอยู่หลังเสา คนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงนั้น ผู้เสียหายจำได้ว่าไม่ใช่จำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองเป็นเพื่อนกับผู้เสียหายมาหลายปี ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกัน เกิดเหตุแล้วกลุ่มคนร้ายได้ขับรถจักรยานยนต์ออกไปจากงานวัด ส่วนผู้เสียหายซึ่งได้รับบาดเจ็บถูกกระสุนปืนที่บริเวณท้ายทอยมีญาตินำส่งโรงพยาบาล ต่อมาผู้เสียหายได้ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพันตำรวจตรีวันชัย พนักงานสอบสวนว่าพวกของจำเลยทั้งสองใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย เหตุที่ระบุเช่นนั้นเนื่องจากขณะเกิดเหตุผู้ที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายได้จอดรถจักรยานยนต์ใกล้กับจุดที่จำเลยทั้งสองจอดรถจักรยายยนต์และมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำเภอหนองบัวด้วยกัน เหตุที่ผู้เสียหายให้การต่อพันตำรวจตรีวันชัยตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวน เอกสารหมาย จ.4 ว่า จำเลยทั้งสองใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายเนื่องจากพันตำรวจตรีวันชัยให้ผู้เสียหายระบุชื่อจำเลยทั้งสองเป็นผู้ยิงไปก่อนเพื่อให้จำเลยทั้งสองซัดทอดผู้ที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายแล้วค่อยติดตามจับกุมคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายภายหลัง การชี้ตัวจำเลยทั้งสองในชั้นสอบสวน พันตำรวจตรีวันชัยให้ผู้เสียหายชี้ตัวโดยผู้เสียหายไม่สมัครใจ แต่ในชั้นสอบสวนผู้เสียหายให้การไว้ต่อพันตำรวจตรีวันชัยพนักงานสอบสวนตั้งแต่วันเกิดเหตุตามที่ปรากฏในเอกสารหมาย จ.4 ว่า ในคดีเกิดเหตุเวลาประมาณ 1 นาฬิกา ผู้เสียหายกับนายยุ ไม่ทราบนาทสกุลเพื่อนผู้เสียหายยืนอยู่บนศาลาวัด นายยุได้ขว้างขวดเบียร์ไปยังบริเวณที่กลุ่มของจำเลยทั้งสองซึ่งยืนจับกลุ่มกันอยู่บริเวณหน้าศาลา 8 ถึง 9 คน พวกของจำเลยทั้งสองเข้าใจผิดว่าผู้เสียหายเป็นคนขว้าง จึงพากันขึ้นไปบนศาลาแล้วร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายโดยเตะ ต่อย ตีผู้เสียหายหลายที เป็นเหตุให้ฟันหัก 4 ซี่ แล้วพากันลงไปที่บริเวณหน้าศาลา ขณะนั้นผู้เสียหายเห็นจำเลยที่ 2 ถืออาวุธปืนลูกซองสั้นเล็งมาทางผู้เสียหายแต่ไม่ได้ยิง จำเลยที่ 1 ซึ่งยืนอยู่ใกล้กันได้แย่งเอาอาวุธปืนจากมือจำเลยที่ 2 หันปากกระบอกปืนมาทางผู้เสียหาย ผู้เสียหายเห็นท่าไม่ดีจึงพยายามวิ่งเพื่อหลบที่เสาบนศาลาจำเลยที่ 1 ยิงผู้เสียหาย 1 นัด ถูกบริเวณท้ายทอยมีลูกตะกั่วติดอยู่ที่บาดแผล 1 ลูก เมื่อจำเลยทั้งสองยิงผู้เสียหายแล้วได้ขับรถจักรยานยนต์พากันหลบหนีไป หลังจากรักษาบาลแผลแล้ว ผู้เสียหายพร้อมด้วยบิดาได้ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอหนองบัว ยืนยันต่อพนักงานสอบสวนว่า จำเลยทั้งสองเป็นคนยิง เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจนำตัวจำเลยทั้งสองไปที่สถานีตำรวจ ผู้เสียหายชี้ให้จับกุมดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง ก่อนเกิดเหตุประมาณ 2 เดือน ผู้เสียหายเคยมีเรื่องชกต่อยกับจำเลยที่ 1 ในปัญหาว่าจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายหรือไม่ ผู้เสียหายเบิกความขัดแย้งกับคำให้การชั้นสอบสวน จึงมีปัญหาว่า คำเบิกความชั้นศาลหรือคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายน่าเชื่อถือมากกว่า ที่ผู้เสียหายเบิกความว่า การที่ผู้เสียหายให้การในชั้นสอบสวนว่า จำเลยทั้งสองใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายเนื่องจากพันตำรวจตรีวันชัยพนักงานสอบสวนให้ระบุเช่นนั้น เพื่อให้จำเลยทั้งสองซัดทอดผู้ที่ใช้อาวุธปืนยิงแล้วค่อยติดตามจับกุมนั้น พันตำรวจตรีวันชัยเบิกความยืนยันว่า ผู้เสียหายและบิดาได้ไปแจ้งความแก่พยานในคืนเกิดเหตุเวลา 1.30 นาฬิกา ว่าจำเลยทั้งสองใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย พยานได้สอบสวนผู้เสียหายไว้ตามเอกสารหมาย จ.4 เห็นว่า พันตำรวจตรีวันชัยปฏิบัติราชการไปตามอำนาจหน้าที่ไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสองหรือผู้เสียหาย จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะกระทำดังที่ผู้เสียหายเบิกความ ข้ออ้างของผู้เสียหายดังกล่าวจึงรับฟังไม่ได้ ในทางตรงกันข้ามกลับปรากฏว่า ผู้เสียหายพยายามหลบเลี่ยงบ่ายเบี่ยงไม่ยอมมาเบิกความต่อศาล คดีนี้ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์นัดแรกวันที่ 15 มิถุนายน 2543 คดีต้องเลื่อนการสืบพยานเพราะโจทก์ไม่สามารถนำตัวผู้เสียหายมาเบิกความหลายนัดเป็นระยะเวลาถึง 1 ปี 7 เดือนเศษ จึงสามารถนำตัวผู้เสียหายมาเบิกความต่อศาลได้เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2545 โดยโจทก์แถลงต่อศาลชั้นต้นว่าได้รับแจ้งจากบิดาผู้เสียหายว่า ผู้เสียหายเดินทางไปทำงานที่กรุงเทพมหานครไม่สามารถติดต่อกับผู้เสียหายได้ บางนัดโจทก์แถลงต่อศาลว่าได้รับแจ้งจากพนักงานสอบสวนว่าจากการสืบสวนทราบว่า ผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความแก่จำเลยจึงพยายามหลบเลี่ยงไม่มาเบิกความเป็นพยานต่อศาล การที่ผู้เสียหายพยายามบ่ายเบี่ยงไม่ยอมมาเบิกความต่อศาล ครั้นเมื่อมาเบิกความกลับระบุว่าจำเลยที่ 1 ไม่ใช่คนร้าย จึงเชื่อว่าเป็นการเบิกความเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ให้ไม่ต้องได้รับโทษ ส่วนในชั้นสอบสวนผู้เสียหายให้การไว้ตั้งแต่วันเกิดเหตุยังไม่มีเวลาไตร่ตรองหาเหตุผลมาช่วยเหลือจำเลยที่ 1 คำให้การชั้นสอบสวนจึงมีน้ำหนักและสมเหตุสมผลทั้งปรากฏว่าเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจนำตัวจำเลยที่ 1 มายังสถานีตำรวจให้ผู้เสียหายชี้ตัว ผู้เสียหายก็ชี้ตัวยืนยันว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายตั้งแต่วันเกิดเหตุนั้นเอง คำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายจึงน่าเชื่อถือมากกว่าคำเบิกความชั้นศาล ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายจริง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น
          สำหรับจำเลยที่ 2 คงได้ความจากคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายเพียงว่าจำเลยที่ 2 ถืออาวุธปืนลูกซองสั้นเล็งมาทางผู้เสียหายเท่านั้น แต่ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายตกใจกลัวหรือวิ่งหลบหนีแต่อย่างใด แต่เมื่อจำเลยที่ 1 แย่งอาวุธปืนไปจากมือจำเลยที่ 2 ผู้เสียหายกลับพยายามวิ่งหนี ดังนี้ แสดงว่าขณะที่จำเลยที่ 2 ถืออาวุธปืนนั้นไม่มีท่าทีจะยิงผู้เสียหาย จากคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย ผู้เสียหายมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 คนเดียว ไม่ปรากฏว่ามีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 แต่อย่างใดทั้งเมื่อจำเลยที่ 1 แย่งอาวุธปืนไปจากจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงก็ไม่ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ว่ามีพฤติการณ์ใดที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 พยายามฆ่าผู้เสียหายดังที่โจทก์ฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานนี้จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
          สำหรับความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 โดยศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบว่า จำเลยที่ 1 ร่วมครอบครองอาวุธปืนหรือร่วมพาอาวุธปืนติดตัวมาหรือร่วมรู้เห็นว่าจำเลยที่ 2 พาอาวุธปืนติดตัวมายังที่เกิดเหตุด้วย การที่จำเลยที่ 1 เพียงแต่หยิบอาวุธปืนจากมือจำเลยที่ 2 แล้วยิงไปยังบริเวณที่ผู้เสียหายยืนอยู่จะถือว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหาได้ไม่ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดทั้งสองจากนี้ โจทก์ฎีกาเพียงว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่ลงโทษจำเลยทั้งสองในบางข้อหานั้นโจทก์ไม่เห็นด้วย ขอให้ศาลฎีกาลงโทษจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เห็นว่า ตามฎีกาของโจทก์ดังกล่าวมิได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาเพื่อให้เห็นว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 คลาดเคลื่อนหรือไม่ถูกต้องอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย นอกจากนี้การที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งมีความหมายว่าเป็นการโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่ลดโทษให้จำเลยทั้งสองคนละหนึ่งในสามอันเป็นการโต้แย้งดุลพินิจการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงนั้น เห็นว่า โจทก์ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นเดียวกัน
          พิพากษายืน



( ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว - นพพร โพธิรังสิยากร - สุทธิโชค เทพไตรรัตน์ )


หมายเหตุ 
          คดีนี้สำหรับฐานพาอาวุธปืนฯ โจทก์บรรยายในฟ้องแต่เพียงว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปตามถนนในท้องที่หมู่ที่ 2 ตำบลธารทหาร อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นหมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ทั้งไม่มีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์และไม่ได้รับยกเว้นใดๆ ตามกฎหมายอันเป็นองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง แต่ไม่ได้บรรยายถึงองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 371 ว่าเป็นการพาอาวุธโดยเปิดเผยหรือไม่มีเหตุสมควรมาด้วย ในส่วนคำขอท้ายฟ้องโจทก์กลับมีคำขอให้ลงโทษทั้งตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ และ ป.อ. มาตรา 371 ซึ่งความผิดฐานนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในหมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้ลงโทษฐานนี้เฉพาะจำเลยที่ 2 และศาลฎีกาพิพากษายืน
           ประเด็นที่ควรพิจารณามีว่า ลำพังหากโจทก์บรรยายฟ้องครบองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ หรือ ป.อ. มาตรา 371 ฐานใดฐานหนึ่งเพียงฐานเดียว แต่คำขอท้ายฟ้องกลับระบุขอให้ลงโทษทั้งตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ และ ป.อ. มาตรา 371 ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้หรือไม่ เพียงใด มีแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยไว้ดังนี้
           คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4957/2550 แม้คำขอท้ายฟ้องจะระบุอ้าง ป.อ. มาตรา 371 ไว้ด้วยก็ตาม แต่โจทก์ไม่ได้กล่าวบรรยายในฟ้องถึงองค์ประกอบความผิดดังกล่าวว่าเป็นการพาอาวุธโดยเปิดเผยหรือไม่มีเหตุผลสมควรมาด้วย ดังนั้น ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรานี้มิได้ เพราะต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 (ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9131/2549)
           คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4981/2553 การกระทำอันจะเป็นความผิดฐานพาอาวุธปืนตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ จะต้องเป็นการพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว และไม่ใช่กรณีที่จะต้องมีอาวุธปืนติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ เมื่อตามคำฟ้องโจทก์ข้อ 1 (ข) โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่าจำเลยพาอาวุธปืนไปในบริเวณหมู่ 5 ตำบลแม่เปิน กิ่งอำเภอแม่เปิ่น จังหวัดนครสวรรค์ อันเป็นเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรจำเป็นเร่งด่วนแก่พฤติการณ์ โดยฟ้องโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวและไม่ใช่กรณีที่จะต้องมีอาวุธปืนติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ เพียงการพาอาวุธปืนไปโดยไม่มีเหตุอันสมควรหาเป็นความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าวไม่ และการที่โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1 (ก) ว่าจำเลยมีอาวุธปืนแก๊ปเดี่ยวยาวจำนวน 1 กระบอก ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของนายทะเบียนประทับไว้และเครื่องกระสุนปืนบรรจุอยู่ในลำกล้องปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนอาวุธปืน ก็ไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวดังที่โจทก์ฎีกา อันทำให้คำฟ้องในข้อ 1 (ข) ที่ไม่ครบองค์ประกอบความผิดแล้ว เป็นคำฟ้องที่ครบองค์ประกอบความผิดได้ ฟ้องโจทก์จึงขาดองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพและคำขอท้ายฟ้องจะระบุอ้าง พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ, 72 วรรคสอง ไว้ด้วย ก็ไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ได้
           จากแนวคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว จึงกล่าวสรุปได้ว่า การกระทำของจำเลยจะป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทและลงบทหนักได้นั้น ฟ้องโจทก์จะต้องบรรยายให้ครบองค์ประกอบความผิดทั้งตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ และ ป.อ. มาตรา 371 และจะต้องมีคำขอท้ายฟ้องด้วย สำหรับเหตุผลที่ไม่สามารถลงโทษจำเลยได้นั้น ก็มีสองแนว คือ การบรรยายฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ที่จะต้องระบุการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด และตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 ที่ห้ามมิให้พิพากษาหรือสั่งเกินคำขอ หรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง
          
          

          ณัฏฐ์พงษ์ สมศักดิ์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8758/2553

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  8758/2553
บริษัทเรียลตี้ เวิลด์ อัลไลแอนซ์ จำกัด
     โจทก์
นายพิพัฒน์ พร้อมมูล กับพวก
     จำเลย

พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง

          เมื่อพิเคราะห์ถึงความสุจริต อำนาจต่อรอง ความรู้ ความเข้าใจ ความสันทัดจัดเจนความคาดหมายและทางได้เสียทุกอย่างของโจทก์ จำเลยในคดีนี้ตามสภาพที่เป็นจริงแล้ว ข้อสัญญา ข้อ 7 ที่ห้ามจำเลยบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดและหากจำเลยขายทรัพย์สินก่อนครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญา จำเลยจะต้องจ่ายค่าบำเหน็จตัวแทนแก่โจทก์เสมือนหนึ่งโจทก์ได้ปฏิบัติหน้าที่ติดต่อจัดหาผู้ซื้อได้สำเร็จนั้น เห็นได้ว่าเป็นข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้จำเลยปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ เป็นข้อตกลงที่ถือได้ว่าทำให้โจทก์ผู้กำหนดข้อความในสัญญาสำเร็จรูปได้เปรียบจำเลยเกินสมควรจึงเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม คงมีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีตามมาตรา 4วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 เท่านั้น

________________________________

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 240,750 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ
          จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง
          ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
          โจทก์อุทธรณ์
            ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 กรกฎาคม 2547) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,000 บาท
          จำเลยทั้งสองฎีกา
            ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้มีทุนทรัพย์ในชั้นฎีกา 50,000 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ในชั้นนี้คงมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า สัญญาแต่งตั้งตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเป็นสัญญาที่มีข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 คดีนี้ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2546 จำเลยทั้งสองร่วมกันทำสัญญาแต่งตั้งให้โจทก์เป็นตัวแทนติดต่อและจัดหาผู้ซื้อบ้านเดี่ยว เลขที่ 72 หมู่บ้านศานตินิเวศน์ แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 42405 ให้แก่จำเลยทั้งสอง ในราคา 7,500,000 บาท โดยจำเลยทั้งสองตกลงจะจ่ายค่าบำเหน็จให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 3 ของราคาทรัพย์ที่ขายได้ สัญญามีกำหนด 10 เดือน นับแต่วันทำสัญญา หลังจากทำสัญญาแล้วโจทก์และจำเลยจะไม่บอกเลิกสัญญานี้ไม่ว่าด้วยกรณีใด ๆ และหากจำเลยมีการจะขายหรือขายหรือแลกเปลี่ยนทรัพย์สินในช่วงระยะเวลาดังกล่าวไม่ว่าด้วยกรณีใด ๆ หรือเหตุใดก็ตาม จำเลยยินยอมจ่ายค่าบำเหน็จตัวแทนให้แก่โจทก์โดยพลันตามราคาทรัพย์สินและอัตราค่าบำเหน็จตัวแทนในอัตราร้อยละ 3 ของราคาทรัพย์สินที่ขายได้ คดีนี้โจทก์เพียงแต่ลงโฆษณาขายบ้านเเละที่ดินของจำเลยทั้งสองตาม เท่านั้น แล้วไม่ได้ดำเนินการใด ๆ อีก รอแต่เพียงว่าจำเลยผิดสัญญาโจทก์ก็จะเรียกร้องเอาค่าเสียหาย เป็นการเอาเปรียบจำเลยนั้น ปัญหาว่า สัญญาดังกล่าวขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า ข้อตกลงตามสัญญาดังกล่าวแม้จำเลยทั้งสองจะเสียเปรียบโจทก์ แต่ข้อตกลงตามสัญญานั้นเกิดขึ้นด้วยความสมัครใจของจำเลยเอง ผลของสัญญากระทบต่อจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นคู่สัญญาเท่านั้น
          พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.




( ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว - สุทธิโชค เทพไตรรัตน์ - พิสิฐ ฐิติภัค )